การพัฒนาองค์กรในยุค ข้าวม๊ากมาก หมากแพ๊งแพง

การพัฒนาองค์กรในยุค ข้าวม๊ากมาก หมากแพ๊งแพง | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ กลับมาพบกับผม ดร.อนุพงศ์ อวิรุทธา อีกครั้งน่ะครับ ในตอนที่แล้วทุกท่านคงจะได้ทราบกันไปแล้วว่าการสร้าง Leader branding (ตอนจบ) มีหลักอย่างไร และ สร้างขึ้นเพื่ออะไร สำหรับครั้งนี้ผมขออนุญาตพูดคุยถึงเรื่องปากเรื่อง ท้องกันสักหน่อย เนื่องจากทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ได้ยินแต่คนพูดกันว่า ข้าวของแพง สินค้าราคาสูงขึ้น ราคาข้าวก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายร้อยเปอร์เซนต์

แต่หลายๆ ท่านก็บอกว่านั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยง ไม่ได้ในเมื่อต้นทุนสินค้าสูงขึ้น แต่แล้วเงินเดือน หรือค่าจ้างของลูกจ้างล่ะเป็นอย่างไร ซึ่งครั้งนี้อ่านจะมีตัวเลขอยู่พอสมควรน่ะครับ

ถ้าท่านลองดูถึงดัชนีทางเศรษฐกิจตัวหนึ่ง คือ ดัชนีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างเงินเดือน ถ้าเป็นดัชนีของปี 2549-2550 จะพบว่าอัตราค่าจ้างเงินเดือนอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างจะนิ่ง ทรงตัว แม้ว่าปี 2551 ดัชนี ยังไม่ได้ถูกระบุออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็มีผลการสำรวจโดยภาคเอกชนถึงการขึ้นเงินเดือนของทางภาคธุรกิจ ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่า บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยกว่า 350

บริษัท พบว่า 96% มีนโยบาย ที่จะขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงาน แต่บริษัทประมาณ 3% ส่วนอีก 1% ยังไม่แน่ใจว่าจะขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานหรือไม่นอกจากนั้น โดยที่ภาคอุตสาหกรรมที่มีการขึ้นเงินเดือนมากที่สุด 3 อุตสาหกรรมแรกคือ อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบริษัทที่พัฒนา และบริหารอสังหาฯ (7.0%) กลุ่มบริษัทที่ประกอบวิชาชีพเฉพาะ (6.89%) และกลุ่มผู้บริโภคพื้นฐานในครัวเรือน (6.83%)

ในตอนก่อนๆ ผมเคยพูดถึงการรักษาพนักงานดาวเด่นให้อยู่กับองค์กรไปแล้ว แต่ถ้าเป็นในยุคที่ข้าวม๊ากมาก หมากแพ๊งแพงล่ะครับ องค์กรจะประสบปัญหาในเรื่องการลาออกของพนักงานหรือไม่ สมมติ ว่าท่านรับนักศึกษาที่จบใหม่มาหนึ่งคนเริ่มต้นทำงานที่เงินเดือน 12,000 บาท ทำไปได้ 3 ปี ผลงานเป็นที่น่าพอใจมาก แถมยังเป็นที่รักของหัวหน้าอีก ทางหัวหน้าจึงอยากจะขึ้นเงินเดือนให้เป็น 18,000 บาท

แต่ก็เป็นไปไม่ได้เนื่องจากเป็นนโยบายของทางบริษัทที่ให้งบมาที่ 4.5% ซึ่งทำให้พนักงานคนนี้ได้เงินเดือนขึ้นเป็น 14,292 บาท แต่ถ้าลองคิดกันต่อไปถึง Time value of money หรือ คิดมูลค่าเงินที่เปลี่ยนไป ตามเวลาจะพบว่า ถ้าคิดเงินเฟื้อที่ 4.5% พนักงานรายนี้จะได้เงินขึ้นมาหลังจากที่ทำงานมา 3 ปี เท่ากับ 13,693 บาท (12,000 x 1.045 x 1.045 x 1.045 = 13,693 บาท) ซึ่งตกแล้วทำงานมา 3 ปี เงินเดือนขึ้นเพียงแค่ 598 บาท (14,292-13,693 = 598)

ดังนั้นถ้าพนักงานรายนี้มีความคิดเช่นนี้อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงผลที่จะตามมาในไม่ช้าก็คืออาจจะมีการหาที่ทำงานใหม่ที่มีค่า ตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งจะทำให้องค์กรสูญเสียคนเก่งไปอีกหนึ่งคน ซึ่งถ้า เลวร้ายกว่านั้นคือการที่จะหาและรับพนักงานใหม่เข้ามาทำงานแทนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เนื่องจากพนักงานที่มีประสบการณ์มาอย่างน้อย 3 ปี เรียกเงินเดือนที่อยู่ระหว่าง 18,000-22,000 บาท

ซึ่งเป็นช่วงเงินเดือนที่สูงกว่าพนักงานเก่าอย่างเห็นได้ชัด ที่นี้ลองดูน่ะครับจากที่หัวหน้าต้องการขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเก่าเป็น 18,000 บาท ทำไม่ได้แต่ถ้าจะรับพนักงานใหม่กับจำเป็นต้องให้เงินเดือนที่สูงกว่านั้นอีก สิ่งที่องค์กรทำได้ก็คงแค่เพียงรับพนักงานที่เพิ่งจบการศึกษาเข้ามาทำงาน ด้วย และฝึกอบรมกันไป แต่สุดท้ายก็จะกลายเป็นวัฏจักรเดิมๆ คือทำงานกันไปสักพักและก็ลาออกไปหางานใหม่

ดังนั้นองค์กรจำเป็นที่จะต้องหาทางรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของค่าตอบแทนหรือค่าจ้างแต่ก็ต้องอย่าลืมถึงการพัฒนาองค์กรเพื่อความอยู่รอด (อย่างน้อยที่สุด) และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน วิธีหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากซึ่งวิธีนั้นเรียกว่า Broad banding ซึ่งโครงสร้างแบบ Broad banding นั้นจะเป็นการกำหนดช่วงเปอร์เซ็นต์ของเงินรางวัลพิเศษตามระบบแท่ง (Broad banding) ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ระบบซี (Rank หรือ Common level) ในระบบราชการของไทย แท้จริงแล้ว Broad banding ถูกนำมาใช้ในองค์กรครั้งแรกในยุค 90 เพื่อที่จะพัฒนาขีดความสามารถขององค์กร

มีอยู่ไม่น้อยที่คิดว่า Broad banding นั้นเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว Broad banding จะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการจัดการวัฒนธรรม การบริหารค่าตอบแทนด้วย โดยหลักแล้วระบบนี้จะเป็นการแบ่งโครงสร้างตำแหน่งตามลำดับชั้นเดิมขององค์กรที่มีอยู่หลายระดับให้มีจำนวนน้อยลง เหลือเพียงไม่มีระดับ แต่ยังครอบคลุมตำแหน่งเดิมในทุกตำแหน่ง

ทั้งนี้ก็เพื่อขยายขอบเขตของตำแหน่งต่างๆ ให้สอดคล้องกับการวางแผนการก้าวหน้าในสายงานและสายอาชีพ ดังนั้นพนักงานจะได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น โดยขึ้นอยู่กับความสามารถและความรับผิดชอบในการทำงาน โดยจะมีการประเมินค่างานเปรียบเทียบระหว่างตำแหน่งงานหนึ่งกับมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง เหตุผลหลักที่จะทำให้องค์กรตัดสินใจในการนำเอาระบบ Broad banding มาใช้นั้นคือ

1.ประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้น (Efficiency) อย่างแรกที่องค์กรมองว่า Broad banding จะถูกนำมาใช้ก็คือประสิทธิผลในเรื่องการบริหาร ค่าจ้างและเงินเดือน เนื่องจากการกำหนดค่าตอบแทนจะเป็นไปตามการประเมินผลงาน

2.ความยืดหยุ่น (Flexibility) องค์กรหลาย ๆ องค์กรได้พบว่าจากการที่มีโครงสร้างองค์กรที่สั้นลงส่งผลให้มีความยืดหยุ่นใน การทำงานมากขึ้น จะมีการช่วยงานและสอนงานในส่วนที่ถูกรวม เข้าด้วยกัน

3.กระจายอำนาจ (Decentralization) การบริหารจัดการภายใต้ระบบนี้จะเป็นการควบคุมเงินเดือนและค่าตอบแทนพนักงาน ซึ่งหัวหน้าในสายงานตรงที่เป็นผู้กำกับและประเมินผลงานจะเป็น ผู้ดูแลและพิจารณา

4.มุ่งเน้นขีดความสามารถ (Performance Focus) สุดท้ายแล้ว องค์กรจะเริ่มมุ่งประเด็นไปที่การสร้างสรรค์พนักงานให้มีการพัฒนาขีดความสามารถที่สูงขึ้นในสายอาชีพของเขา แรกๆ อาจจะดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นแง่ลบมากกว่า แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ จะทำให้หัวหน้าสายงานสามารถให้รางวัลหรือผลตอบแทนพนักงาน ลูกน้องตัวเองตามผลงานที่ปรากฏ

การที่องค์กรนำระบบ Broad banding มาใช้นั้นจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าตอบแทนลง เนื่องจากองค์กรจะจ่ายค่าตอบแทนโดยยึดหลักความสามารถ และผลของการทำงานเป็นหลัก ในมุมของพนักงานก็จะช่วยให้เห็นโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพ ได้อย่างชัดเจนขึ้น เกิดความคล่องตัวในการย้ายกลุ่มตำแหน่งเพิ่มขึ้น แต่อยู่บนเงื่อนไขของการพัฒนาและเรียนรู้ ซึ่งระบบ Broad banding ในองค์กรจะสามารถวางแผนในการพัฒนาบุคลากรโดยจำแนกตามทักษะที่ใช้ในการทำงานได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะกลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ซึ่งในครั้งหน้าผมจะกลับมา ต่อในเรื่องประโยชน์และการนำเอา Broad banding มาใช้ในองค์กรครับ

ที่มา : siamturakij.com





จำนวนผู้ชม 2874 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์