รพ.เอกชนเสียงแข็งไม่ต่อสัญญา สปส. หากไม่แก้ไขสัญญาใหม่ พร้อมยื่น 3 ข้อแลกเปลี่ยนก่อนต่อสัญญา โอดสปส. ไม่หารือขอความคิดเห็น เชื่อไม่กระทบผู้ประกัน เพราะยังรักษาที่เดิมได้ ไม่ต้องสำรองจ่าย แต่เปลี่ยนวิธีเบิกเงินมาเป็นหน้าที่บริษัทต้นสังกัดแทน
จากกรณีที่นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน และประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม ระบุว่า จะไม่มีการเจรจาการต่อสัญญากองทุนเงินทดแทนกับชมรมโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน เพื่อการพัฒนาระบบบริการประกันสังคมอีก เพราะการออกมาเรียกร้องต่างๆ อาจจะเป็นการต่อรองราคาเหมาจ่ายรายหัวในกองทุนประกันสังคมนั้น
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี ประธานชมรม รพ.เอกชนฯ เปิดเผย ว่า ชมรม รพ.เอกชนฯ ซึ่งมีสมาชิก รพ.เอกชนจำนวน 112 แห่ง ยังยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการต่ออายุสัญญาเรื่องกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่จะหมดสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ เพราะสัญญาใหม่ที่ร่างขึ้น ทำให้ รพ.เอกชนเสียเปรียบอย่างมาก หากจะให้ชมรม รพ.เอกชนฯ ต่อสัญญา ก็จะต้องแก้ไขสัญญา ประกอบด้วย
1.การบอกเลิกสัญญาต้องเป็นความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย คือทั้ง รพ.เอกชน และ สปส. 2.สัญญาต้องมีระยะเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน และ 3.การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของสัญญาในอนาคตจะต้องมีการหารือร่วมกันก่อน
''ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการร่างสัญญาของ สปส. ไม่มีการหารือหรือขอความคิดเห็นจาก รพ.เอกชนแต่อย่างใด เป็นการเขียนสัญญาขึ้นฝ่ายเดียว และในสัญญามีข้อผูกพันมากเกินไปทำให้ รพ.เอกชนรับไม่ได้ เพราะอาจจะกระทบต่อการบริการจัดการของ รพ.ได้ หาก สปส.มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของสัญญาใหม่ ก็อาจจะมีการหารือใหม่อีกรอบได้ แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันอีก'' ประธานชมรม รพ.เอกชนฯกล่าว
อย่างไรก็ตาม นพ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า แม้ รพ.เอกชนทั้ง 112 แห่ง จะไม่ต่อสัญญากองทุนเงินทดแทน แต่ในเรื่องการรักษาพยาบาลก็จะไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกันตนแต่อย่างใด ในอนาคตผู้ประกันตนยังสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเดิมได้ตามปกติ แต่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเบิกจ่ายเงินเท่านั้น จากเดิมที่โรงพยาบาลจะเป็นผู้เบิกจ่ายเงินกับทาง สปส.เอง แต่ต่อไปบริษัท ห้าง ร้าน ต่างๆ จะต้องเป็นผู้เบิกจ่ายเงินกับ สปส.แทน โดยผู้ประกันตนจะต้องให้บริษัทต้นสังกัดออกใบส่งตัว (กพ.44) เพื่อนำมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่เคยรักษาอยู่เดิม แม้ทางโรงพยาบาลจะยกเลิกสัญญากองทุนเงินทดแทนไปแล้วก็ตาม ทางโรงพยาบาลจะให้บริการรักษาตามปกติ โดยที่ผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองค่ารักษาออกไปก่อน
นพ.ไพบูลย์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าชมรม รพ.เอกชนฯ จะต่อสัญญากองทุนประกันสังคมหรือไม่ เพราะต้องรอการประชุมของบอร์ด สปส. ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะมีการหารือเรื่องการเพิ่มค่าเหมาจ่ายรายหัว ว่า สุดท้ายแล้ว สปส.จะเพิ่มค่ารายหัวเป็นเงินเท่าไร คาดว่าจะต้องมีการเจรจาร่วมกับ สปส.อีกครั้ง เพราะเรื่องค่าเหมาจ่ายรายหัวเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการเฉพาะทาง ทำให้มีต้นทุนในการรักษาสูง ซึ่งค่าเหมาจ่ายที่ได้เพียงปีละ 1,284 บาทนั้น ไม่เพียงพออย่างแน่นอน
แหล่งข่าว : มติชน