นายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "การคุ้มครองแรงงานแนวใหม่มุ่งสู่มาตรฐานสากล และติตามผลการดำเนินงานเพื่อการบริหารราชการสู่ความเป็นเลิศ"ว่า การสัมมนาในครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในนโยบาย มาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติด้านการคุ้มครองแรงงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างและขยายเครือข่ายในการคุ้มครองแรงงานทั้งในและนอกระบบให้เหมาะสม ซึ่งด้วยข้อจำกัดของจำนวนพนักงานตรวจแรงงานที่มีเพียง 600 คน จึงทำให้ไม่สามารถตรวจแรงงานในสถานประกอบการได้อย่างทั่วถึง เป็นเหตุให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานในด้านต่างๆ อยู่เสมอ อาทิ ปัญหาของการจ้างงานแบบเหมาช่วง เหมาค่าแรง การรับงานไปทำที่บ้าน การจ้างงานในงานเกษตรกรรม เป็นต้น ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในด้านการลงทุนที่ประเทศคู้ค้ามักนำปัญหาดังกล่าวขึ้นมากล่าวอ้างเป็นข้อกีดกันทางการค้า
รมว.แรงงาน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงแรงงานให้เป็นพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายคุ้มครองแรงงานแก่ผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งช่วยสอดส่องดูแล แจ้งเบาะแสการใช้แรงงานที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ตลอดจนประสานงานกับกระทรวง เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่ประสบความเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงงานได้จัดอบรมให้กลุ่มเครือข่ายการคุ้มครองแรงงานไปแล้วกว่า 15,506 คน ประกอบด้วย ที่ปรึกษาแรงงานหญิง ครูแนะแนว ผู้ขับรถรับจ้าง องค์กรเอกชน สื่อมวลชน ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการ
นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า การที่จะคุ้มครองแรงงานให้มุ่งสู่ระดับมาตรฐานสากลนั้น จะต้องมีพนักงานตรวจแรงานที่ดีมีคุณภาพและต้องเพียงพอกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งตามมาตรฐานสากลขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO แล้ว กำหนดว่าพนักงานตรวจแรงงาน 1 คนต้องดูผู้ใช้แรงงานประมาณ 15,000 คน แต่ประเทศไทยพนักงานตรวจแรงงาน 1 คนต้องดูผู้ใช้แรงงานประมาณ 20,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูง ทำให้การตรวจแรงงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
แหล่งข่าว : แนวหน้า