ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่ากระทรวงแรงงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 ต.ค. เพื่อขอให้เห็นชอบปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจทุกแห่งได้ไม่เกิน 4% ตั้งแต่ 1 ต.ค. ตามมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ แม้ว่ากระทรวงการคลังท้วงติงไว้ว่าไม่ควรปรับขึ้นทุกรัฐวิสาหกิจ เพราะเงินเดือนรัฐวิสาหกิจบางแห่งใกล้เคียงกับเงินเดือนค่าจ้างของภาคเอกชน แต่กระทรวงแรงงานเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกำหนดขอบเขตสภาพการจ้าง ที่เกี่ยวกับการเงินสำหรับรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ที่รัฐวิสาหกิจนั้นๆอาจดำเนินการเองได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ก่อน
ข้อเสนอขอปรับอัตราเงินเดือนแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1. รัฐวิสาหกิจ 13 แห่ง ที่ ครม.เคยมีมติให้สามารถกำหนดอัตราเงินเดือนค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการต่างๆเองได้ ให้เป็นอำนาจคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง และให้ปรับได้ไม่เกิน 4% ของค่าจ้าง โดยใช้เงินงบประมาณของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ 2. รัฐวิสาหกิจ 39 แห่ง ที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้าง 58 ขั้น ตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ให้ปรับค่าจ้างของลูกจ้างทุกตำแหน่งในอัตรา 4% ของค่าจ้างที่ได้รับ ยกเว้นตำแหน่งผู้บริหารซึ่งใช้สัญญาจ้าง และลูกจ้างระดับผู้บังคับบัญชาซึ่งใช้สัญญาจ้าง ที่มีระยะเวลากำหนดไว้ โดยใช้เงินของรัฐวิสาหกิจนั้นเอง
3. รัฐวิสาหกิจ 14 แห่ง ที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือน ค่าจ้างเป็นของตนเอง ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณาปรับค่าจ้างของลูกจ้างทุกตำแหน่งในอัตราไม่เกิน 5% ของอัตราค่าจ้างที่ได้รับ ยกเว้นตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งใช้สัญญาจ้าง และลูกจ้างระดับผู้บังคับบัญชา ที่ใช้สัญญาจ้าง โดยใช้งบของรัฐวิสาหกิจเอง และในกรณีมีการปรับค่าจ้างแล้วอัตราใดเกินอัตราขั้นสูงสุดให้ถือว่าอัตรานั้น เป็นอัตราขั้นสูงสุดด้วย
กระทรวงแรงงานจะรายงานด้วยว่า การขอปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้สืบเนื่องจาก สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) สหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจ การประปาส่วนภูมิภาค สหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ได้ขอปรับค่าจ้างให้กับลูกจ้างในอัตรา 4% เท่ากับข้าราชการ ตามมติ ครม. เมื่อ 5 มิ.ย. ด้วย ประกอบกับได้มีมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ ก่อนที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จะมีข้อสรุปให้ปรับขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ได้มีความเห็นที่แตกต่างกัน ภายหลังจากได้มีการวิเคราะห์อัตราเงินเดือน และค่าจ้างของข้าราชการกับรัฐวิสาหกิจแล้ว พบว่าฐานเงินเดือนของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าข้าราชการมาก จึงไม่ควรนำเอามติ ครม.ที่ให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 4% มาเป็นฐานในการปรับขึ้นค่าจ้างรัฐวิสาหกิจ
เนื่องจาก ปัจจุบันเงินเดือนของข้าราชการขั้นต่ำ ระดับ 1 อยู่ที่ 4,450 บาท ส่วนขั้นสูง ระดับ 11 อยู่ที่ 63,920 บาท หากปรับขึ้น 4% จะทำให้เงินเดือนขั้นต่ำเป็น 4,630 บาท เพิ่มขึ้น 180 บาท และขั้นสูงเป็น 66,480 บาท เพิ่มขึ้น 2,560 บาท เมื่อนำมาเปรียบเทียบค่าจ้างขั้นต่ำรัฐวิสาหกิจจากเดิม 5,290 บาท จะเพิ่มเป็น 5,510 บาท หรือเพิ่มขึ้น 220 บาท และขั้นสูงเดิม 109,150 บาท ปรับขึ้นเป็น 113,520 บาท หรือเพิ่มขึ้น 4,370 บาท ดังนั้น ถ้าจะให้การปรับเงินเดือนทั้งของรัฐวิสาหกิจและข้าราชการเท่ากัน ค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐวิสาหกิจต้องปรับเพียง 3.4% และขั้นสูงต้องปรับเพียง 2.3%
ฝ่ายเลขานุการของที่ประชุม จึงเสนอให้ปรับขึ้นค่าจ้าง 4% ให้กับรัฐวิสาหกิจ 39 แห่ง ที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้าง 58 ขั้น หรือกลุ่มที่ 3 เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เงินเดือนใกล้เคียงข้าราชการ แต่ ในที่สุดคณะอนุกรรมการ พิจารณาสภาพการจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ โดยเสียงส่วนใหญ่ให้ปรับเป็นมาตรฐานเดียวกับเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งรัฐวิสาหกิจที่บัญชีโครงสร้าง เงินเดือนเป็นของตนเอง หรือกลุ่มที่ 2 มีเงินเดือนขั้นสูงอยู่ที่ 75,900-380,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบแล้วมีช่องว่าง และแตกต่างจากข้าราชการมาก.
แหล่งข่าว ; ไทยรัฐ