นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ปัจจุบัน สปส.มีกองทุนประกันสังคมที่ให้ความคุ้มครองลูกจ้างในสถานประกอบการ ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยลูกจาง ผู้ประกันตนจะต้องส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้างโดยคำนวณจากค่าจ้างต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบ เดือนละ 83 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท จ่ายเงินสมทบเดือนละ 750 บาท โดยผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครอง ใน 7 กรณี ได้แก่ กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย ทุพพลภาพ และ ตาย ที่ไม่เนื่องจากการทำงาน รวมทั้ง คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน
นายสุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนลูกจ้าง ผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายจากการทำงานนั้น สปส.มีกองทุนเงินทดแทนให้ความคุ้มครอง โดยนายจ้างจะเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเงินสมทบจะคิดจากค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างทั้งปีรวมกันคูณกับอัตราเงินสมทบของประเภทกิจการนั้น โดยจะจ่ายในอัตราที่ไม่เท่ากันซึ่งอยู่ระหว่างอัตราร้อยละ 0.2-1.0 ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงภัยตามลักษณะและประเภทกิจการ อีกทั้งนายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบตามอัตราหลัก 4 ปี ติดต่อกันและในปีที่ 5 จะมีการคำนวณอัตราส่วนการสูญเสีย เพื่อลดหรือเพิ่มอัตราเงินสมทบของนายจ้าง ซึ่งหากนายจ้างจัดให้มีความปลอดภัยในการทำงานที่ดี ลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงานน้อยลงก็จะได้ลด"อัตราค่าประสบการณ์"ได้สูงสุดถึงร้อยละ 80 ของอัตราเงินสมทบ
"เงินสมทบที่จัดเก็บมาได้นั้นจะนำมาจ่ายเป็นเงินทดแทนให้กับลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องมาจากการทำงานซึ่งส่งผลทำให้ลูกจ้างต้องหยุดงาน สูญเสียอวัยวะบางส่วน ทุพพลภาพ เสียชีวิตหรือสูญหาย โดยลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนการขาดรายได้ ค่าทำศพหรือค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ซึ่งลูกจ้างมีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน จ.ปทุมธานี และ จ.ระยอง" เลขาธิการ สปส.กล่าวและว่า ปัจจุบัน สปส.ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนกว่า 9 ล้านคน และมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม จำนวน 379,348 แห่ง
แหล่งข่าว : แนวหน้า