นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า มีผู้ประกันตนบางรายที่ยัง ไม่ทราบว่าการมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนทุกกรณีมีเงื่อนไขการเกิดสิทธิ ซึ่งตามกฎหมายประกันสังคมได้กำหนดให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนแต่ละกรณี ก็ต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมภายในเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนดดังนี้
- กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน และกรณีทุพพลภาพ ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวัน รับบริการทางการแพทย์ หรือก่อนทุพพลภาพ
- กรณีคลอดบุตร ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันคลอด
- กรณีตาย ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนถึงแก่ความตาย
- กรณีสงเคราะห์บุตร ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน
- กรณีชราภาพ ผู้ประกันตนที่มีอายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือเมื่อเป็น ผู้ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยมีเงื่อนไข กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จ ชราภาพเป็นเงินก้อนคราวเดียว หากกรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วครบ 180 เดือนจะได้รับเงินบำนาญ ชราภาพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
- กรณีว่างงาน ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน
โดยการขอยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนทุกกรณี ต้องทำภายในระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นๆ ยกเว้นกรณีว่างงาน ซึ่งผู้ประกันต้องยื่นเรื่องพร้อมกับขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน หลังจากถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน
ทั้งนี้ ลูกจ้าง ผู้ประกันตนสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนทุกกรณีได้ที่ สปส.ทุกแห่ง และให้ตรวจสอบเอกสารที่จะยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนให้ครบถ้วนเพื่อความสะดวก รวดเร็ว หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สปส.เขตพื้นที่/จังหวัดทุกแห่ง หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506
แหล่งข่าว : แนวหน้า