วรนุช เจียมรจนานนท์
ในยุคของการทำธุรกิจที่เพียง “เก่งในบ้าน” ยังไม่พอ หลายรายก็เลยขอเกาะกระแส “เก่งนอกบ้าน” ขยายการลงทุนไปต่างแดน บ้างก็ขอไปใกล้ๆ แค่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางรายขอเลยไปไกลอีกนิดแถวเอเชียแปซิฟิก มีน้อยรายคิดจะตีตั๋วไปไกลถึงตลาดโลก
ยิ่งสูงยิ่งหนาว ทางยิ่งไกลก็ยิ่งลำบาก การทำธุรกิจของคนไทยที่ถนัดแต่ “ต้อนรับขับสู้” อยู่กับเรือนชาน บทจะรอนแรมพลัดถิ่นขึ้นมา ก็มีแต่คู่แข่งเท่านั้นที่ดาหน้ามารับน้อง
“การไปต่างประเทศไม่ได้แปลว่าจะเป็น global manager ได้เอง ถ้าบริษัทส่งไปโดยปราศจากเตรียมการ ก็เหมือนส่งคนไปตาย” รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข กรรมการบริหาร และหัวหน้าหลักสูตรการบริหารบุคคล สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแสดงทัศนะ
ฉะนั้นต่อให้ธุรกิจอยากจะโกอินเตอร์แค่ไหน แต่ถ้าแม่ทัพยังไม่มีคุณสมบัติครบเครื่อง โอกาสเจ๊งนอกบ้านก็เป็นไปได้สูง
“ผู้จัดการโลกาภิวัตน์ - ผู้จัดการระดับโลก” หรือ global manager เป็นแนวคิดการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำให้สอดรับกับกระแสโลก ในยุคที่มีความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา แม้แต่สเปคของคน
เธอมองว่า คุณสมบัติของผู้จัดการโลกาภิวัตน์ ต้องมีองค์ความรู้ใน 4 K ได้แก่ 1. World Knowledge คือความรู้ทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ป้องกันการตกข่าว และถือเป็นสาวเท้าข้างหนึ่งสู่เวทีโลก
2. Local Knowledge ความรู้เกี่ยวกับประเทศของตัวเอง รู้จักตัวตน ว่าไทยเรามีจุดดีจุดด้อยอย่างไร 3. Self Knowledge ระบบการจัดการความรู้ในตัวเอง ซึ่งในโลกยุคใหม่มีผลวิจัยว่าทำไมเด็กถึงมีโอกาสสู่อินเตอร์ได้เร็ว จากค่านิยมส่งบุตรหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ หรืออย่างนโยบายสหรัฐ สนับสนุนให้เด็กเรียนรู้มากกว่าหนึ่งภาษา
และ 4. People Knowledge มีความรู้และทักษะทางด้าน soft skill หรือการแสดงออกทางบุคลิกภาพและพฤติกรรม รู้จักเรียนรู้และเข้าใจผู้คนซึ่งมีความแตกต่างแต่ละประเทศ รู้จักบริหารคนที่มีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรม
แนวคิดนี้ถือเป็นกระจกบานใหญ่ ที่สะท้อนถึงความสามารถในการจัดการองค์กรไทยๆ ซึ่งยุคสมัยหนึ่งไทยเราร่ำร้องอยากเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ถัดมาอีกยุคหนึ่งเราอยากแข่งขันกับญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง ปัจจุบันไทยเริ่มมองเวียดนามเป็นคู่แข่ง และอนาคตอันใกล้เราเริ่มสานสัมพันธ์ความเป็นพี่น้องกับพม่า ลาวมากขึ้น เพราะเกรงจะปรับแปรเป็นคู่แข่ง
“เราเจริญช้าลง เราเจียมตัวไปหน่อย” รศ.ดร.ศิริยุพา แสดงความเห็น
เธอวิเคราะห์ว่า มีหลายค่านิยมที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคนและองค์กร ลักษณะคนไทยเป็นชาติที่รักสนุก ไม่มีปัญหา ไม่ซีเรียส พอใครสักคนเริ่มซีเรียสขึ้นมา ก็ถูกมองว่าซีเรียสไป พอถึงโค้งที่ต้องมุ่งมั่น พลังชีวิตก็เลยตก
แง่ของภูมิประเทศเองก็เอื้อต่อการใช้ชีวิตให้สุขสบาย ออกนอกบ้านก็เด็ดใบกระถินริมรั้วกินได้ ทำให้คนไทยถูกมองว่าไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรน ชอบอยู่สบายติดบ้านการปรับตัวก็เลยมีน้อย
เทียบกับคนที่ต้องออกจากบ้านตัวเองไปอยู่บ้านคนอื่น ต้องปรับตัวมากกว่า
“คนไทยเวลาไปไหนก็จะบอกว่า This is Thai style ภูมิใจถึงขนาดที่ว่า สูญเสียการปรับตัวไปหาคนอื่น”
ขณะที่หลายชนชาตินิยมล่องเรือเสี่ยงโชค อย่างคนจีน ญี่ปุ่น ดัตช์ หลงใหลการเจรจาต่อรองค้าขายกับผู้คนต่างหน้าต่างภาษา แต่คนไทยแทบจะไม่กระดิกจากเรือนไปไหน
“การที่จะทำงานเป็นระดับ global manager ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ชอบการแสวงหา เป็นคนซึ่งมองหาโอกาสใหม่ๆ มีวิญญาณของโคลัมบัส”
สรัสวดี คุปตพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท LMG Insurance จำกัด ให้มุมมองถึงแนวคิดนี้ว่า การเป็นบริษัทข้ามชาติทำให้ธุรกิจถึงพร้อมในการสร้างคนระดับโลก เพื่อรองรับการเติบโตที่ไม่หยุดยั้ง
ที่ผ่านมา LMG จ้างงานคนหลายชาติหลายภาษา หมุนเวียนไปประจำการต่างๆ ทั่วโลก เพื่อรองรับตะกร้าคนเก่งระดับโลกในอนาคต รวมถึงการรับคนที่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน ถึงแม้ว่าจะอ่านออกเขียนภาษาไทยไม่ได้เลยก็ตามที “ก็มีปัญหาบ้างเวลาคนมองเข้ามาว่า คนเก่งบางคนดูเป็นคนก้าวร้าวเกินไปหรือเปล่า”
อย่างไรก็ดีหน้าที่ของ HR ก็ต้องผสมผสานความแตกต่างให้เป็นเนื้อวัฒนธรรมเดียวกัน ยิ่งประเทศไทยมีศักยภาพเป็นสำนักงานใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย การคิดแบบสากลและลงมือทำแบบท้องถิ่น ถือเป็นการเรียนรู้และยกระดับคนในประเทศไปพร้อมกัน
ไม่ว่าจะเป็น global manager หรือว่า global CEO ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยพื้นฐานหลายอย่างที่เหมือนกันคือ เรื่องของภาวะผู้นำ การบริหารความหลากหลาย การใฝ่เรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่จะนำธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้ วิธีคิดของ LMG จะเน้นฟูมฟักคนในให้มีศักยภาพ เพื่อก้าวสู่เป็นผู้บริหารระดับโลก มากกว่าทุ่มเงินซื้อตัวมือดี
อีกมุมมองของผู้จัดการโลกาภิวัตน์ ในสายตาของ วราพร เรืองพีระกุล ผู้จัดการภูมิภาคประจำประเทศไทย บริษัท HDAP (Thailand) จำกัด ที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนาองค์กร มองว่ากระแสการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดผู้บริหารหลายคนต้องเรียนรู้ผ่านหลักสูตรเร่งรัดอย่าง Executive Coaching ซึ่งเป็นการโค้ชผู้นำให้ถึงพร้อมในทุกการเปลี่ยนแปลง
“แนวโน้มปัจจุบันคนรุ่นใหม่หน้าตาดูอ่อนกว่าวัย จะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบริหารกันมากในวัยราว 30 ปีขึ้น บทบาทของที่ปรึกษาจะเสริมในส่วนที่ขาดหายไปแง่ชั่วโมงบิน รวมถึงสร้างจุดแข็งเพื่อให้ผู้นำเดินหน้าสู่เวทีโลกได้ง่ายขึ้น”
ผลวิจัยผู้บริหารระดับโลกเมื่อ 2 ปีที่แล้วระบุชัดว่า ผู้บริหารคนไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อได้ แต่ทักษะที่ต้องเสริมเข้าไปคือภาวะผู้นำ ความสามารถในการตัดสินใจ ประเด็นการสื่อสารกับผู้อื่น รวมถึงทักษะการแก้ปัญหา ทั้งนี้ความเป็นผู้นำแบบอินเตอร์จะวัดจากความสามารถในงานมากกว่าดีกรีดอกเตอร์
วราพรมองว่า น้ำหนักของความเป็นผู้จัดการโลกาภิวัตน์ ต้องอยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนแปลง เป็นต้นแบบ สื่อสารได้ เปิดกว้างรับความแปลกใหม่ที่นำไปสู่นวัตกรรมความคิดหัวกะทิ
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ BizWeek