ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในยุคปัจจุบัน การดำเนินงานขององค์กรต่างๆ ในทุกประเภทต้องการผู้นำที่มีความสามารถสูงในการบริหารจัดการเพื่อส่งมอบ
ผลงานตามภารกิจที่กำหนดไว้ได้อย่างสัมฤทธิผล
ไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่า "ผู้นำ" เป็นบุคคลสำคัญที่องค์กรจะขาดเสียไม่ได้ โดยเฉพาะในยาม
ที่เกิดวิกฤตทุกคนต่างแหงนหน้าจ้องมองไปที่ผู้นำ และฝากความหวังไว้ที่คนคนนั้นในการนำพาองค์กรให้อยู่รอดปลอดภัย
มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับภาวะผู้นำ
(leadership) ที่พยายามอธิบายถึงคุณสมบัติหรือลักษณะพึงประสงค์ รวมถึงความสามารถต่างๆ
ในการบริหารจัดการงานและคนในองค์กรที่ผู้นำที่ดีควรจะต้องมี
อย่างเช่นการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ในสหรัฐอเมริกาได้สรุปความสามารถที่ผู้นำองค์กรในปัจจุบันจำเป็นต้องมีไว้ 10 ประการด้วยกันได้แก่ การปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลง การสื่อสาร การตัดสินใจ การสร้างทีมงาน การบริหารจัดการงาน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การตอบสนองความต้องการลูกค้า ความอดทนต่อภาวะกดดัน การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน และการแก้ปัญหาในงาน
จะเห็นว่าความสามารถเหล่านี้เป็นลักษณะที่มีความเป็นสากลที่ผู้นำไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การค้นหาลักษณะพึงประสงค์ของการแสดงภาวะผู้นำเหล่านี้ แต่อยู่ที่ความสามารถในการแสดงความสามารถเหล่านี้ขณะทำงานในสภาพความเป็นจริงต่างหาก
ผู้นำที่อยู่ในตำแหน่งบริหารหลายคนดูผิวเผินแล้วคล้ายกับเป็นผู้ที่แสดงความสามารถในการบริหารจัดการงานและคนในองค์กรได้เป็นอย่างดี แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจะเห็นว่าไม่ได้เป็นจริงอย่างนั้นเลย แค่ดู "คล้ายๆ" ว่าจะมีภาวะผู้นำเท่านั้น คนที่รู้ไม่เท่าทันก็จะหลงเข้าใจผิดคิดว่าผู้นำคนนี้เก่งกาจมีความสามารถเป็นเลิศ
ภาวะ (คล้าย) ผู้นำที่ตั้งชื่อไว้ในที่นี้ หรือ ขอเรียกเก๋ๆ เป็นสากลว่า Pseudo-Leadership จึงหมายถึงบุคคลที่มีตำแหน่งในระดับบริหารและทำหน้าที่บริหารจัดการงานและคนที่ดูภายนอกแล้วคล้ายกับว่ามีความสามารถในการแสดงภาวะผู้นำอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย
คนประเภทนี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม ดูเป็นผู้มีความสามารถอย่างล้นเหลือ ส่วนใหญ่ได้รับการยกย่องเชิดหน้าชูตา ให้สัมภาษณ์เป็นตุเป็นตะถึงความสำเร็จในงานบริหารจัดการองค์กรของตนเอง บอกกล่าวเคล็ดลับให้คนอื่นเรียนรู้และนำไปปฏิบัติตาม แต่หากไปสอบถามคนใกล้ชิดในองค์กรที่เป็นผู้ตามที่รู้เท่าทันแล้วละก็ อาจจะได้ฟังการบรรยายสรรพคุณของผู้นำคนเดียวกันนั้นอย่างชนิดที่ตรงกันข้ามอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
คนที่มีภาวะ (คล้าย) ผู้นำนี้มีความสามารถในการนำเสนอตนเอง มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ มีจิตวิทยาในการพูด สร้างความประทับใจกับ ผู้พบเห็นโดยทั่วไป แต่ในความเป็นจริงเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างสุดโต่ง ปากไม่ตรงกับใจ เผด็จการ และดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยกว่าตน
คนที่มีภาวะ (คล้าย) ผู้นำนี้ทำตัวเหมือนกับเป็นพี่ใหญ่ในองค์กร ห่วงใยและใส่ใจในความเป็นอยู่ของน้องๆ ให้ความเมตตาและดูแลทุกคนอย่างดี แต่ในความเป็นจริงไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนั้นเลย เสแสร้งแกล้งทำโดยเฉพาะตอนจะหลอกใช้งาน พองานเสร็จก็แทบจะไม่รู้จักกัน แสดงท่าทางห่างเหิน หากเกิดข้อผิดพลาดก็โยนความผิดให้คนอื่นและเอาความดีความชอบใส่ตนเอง พร้อมจะแทงข้างหลังได้ทุกเวลา
คนที่มีภาวะ (คล้าย) ผู้นำนี้ชอบถามความคิดเห็นของคนอื่นในที่ประชุม ดูเหมือนเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมและตัดสินใจแบบเป็นประชาธิปไตย ฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงใช้ความคิดตนเป็นที่ตั้ง ไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่น ตัดสินใจโดยใช้ความชอบส่วนตัว ทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นไปตามที่ตนเองต้องการ ตัดสินใจมาล่วงหน้าแล้วทำทีมาขอความเห็นในที่ประชุม อธิบายให้เหตุผลข้างๆ คูๆ จนสับสนผิดประเด็น สุดท้ายก็มัดมือชกบอกว่าทุกคนคงไม่มีใครขัดข้อง เอาตามนี้เลยแล้วกัน
คนที่มีภาวะ (คล้าย) ผู้นำนี้ทำทีเหมือนกับเป็นคนตรง เปิดเผย มีข้อมูลอะไรก็แบ่งปันเล่าสู่กันฟัง แต่ในความเป็นจริงปกปิดข้อเท็จจริง บิดเบือนข้อมูล ให้ความจริงเพียงบางส่วน เก็บงำข้อมูลไว้เพื่อสร้างอำนาจในการบังคับบัญชาคนอื่น เกิดภาวะพึ่งพาเพราะต้องอาศัยข้อมูลที่ตนครอบครองอยู่คนเดียว หนักเข้าก็สร้างเรื่อง ตกแต่งข้อมูล บอกเล่าความเท็จอย่างไม่ละอายแก่ใจ
(อ่านต่อฉบับหน้า)
โดย วิชัย อุตสาหจิต
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน