สรุปสอบทุจริต "สปส." 6 โครงการ เสร็จตามกำหนดแค่ 2 กก.สอบสวนกรณีซื้อตึกวัฏจักร สรุปปฏิบัติไม่ถูกระเบียบราชการ ชี้มีคำสั่งชัดเจนใครต้องรับผิดชอบ ส่วนกรณีนำเงินไปซื้อหุ้นไม่พบความผิด
นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน แถลงเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่กระทรวงแรงงาน ถึงผลการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการทุจริต 6 โครงการของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ว่า สามารถสรุปผลได้เพียง 2 โครงการ ส่วนอีก 4 โครงการขอขยายเวลาต่อไปอีก
นายสถาพร จารุภา ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงแรงงาน และประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักร กล่าวว่า คาดว่าผลสอบเสร็จสิ้นภายในปีนี้ เบื้องต้นสอบสวนพบว่าอยู่ในแผนงานของ สปส. ส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอยู่ระหว่างตรวจสอบ ทั้งนี้ที่ดินผืนดังกล่าวประมูลมาจากกรมบังคับคดี ขณะนี้กำลังตรวจสอบรายละเอียดในบันทึกการประชุม และได้ชี้แจงถึงการตรวจสอบความมั่นคงของอาคารโดยมีบริษัทตรวจสอบ 3 แห่ง เมื่อได้มีการยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ผู้ขายไม่ติดใจ แต่ต้องดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ทราบว่าตอนเสนอขายนั้นมีผู้เสนอขายที่ดินอีกแปลงหนึ่งด้วย เชื่อว่ามีการปฏิบัติไม่ถูกระเบียบของราชการ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการจะชี้ชัดได้เลยว่ามีใครต้องรับผิดชอบบ้าง นายสถาพรกล่าวว่า ในระบบราชการมีคำสั่งไว้ชัดเจนว่าใครเป็นคณะกรรมการชุดใดและเกี่ยวข้องอย่างไร หรือใครเป็นเจ้าของเรื่อง ซึ่งหากพบว่าข้อเท็จจริงมีมูลก็จะนำเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยต่อไป
เมื่อถามว่า การซื้อขายครั้งนี้ทำให้บริษัทเอกชนได้กำไรสูงถึงเกือบ 200 ล้านบาท ถือว่าผิดปกติหรือไม่ นายสถาพรกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่จะมีการสอบ สวนต่อไป อยากขอเวลาให้คณะกรรมการได้สรุปอีกครั้ง
ขณะที่นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณี สปส.นำเงินไปลงทุนต่างประเทศและซื้อหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ ในประเทศ กล่าวว่า จากการสอบสวนพบว่า สปส.ได้นำเงินกองทุนไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจจำนวน 2 ครั้ง มูลค่า 10,000 ล้านบาท ผ่านผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ 4 ราย ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด เนื่องจากดำเนินการตามกรอบความเห็นของบอร์ด สปส.ทุกขั้นตอน ระเบียบของ สปส.ได้ระบุไว้ให้บอร์ดสามารถพิจารณานำเงินไปลงทุนได้ แต่ต้องลงทุนในกิจการที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น พันธบัตรรัฐบาล กิจการที่รัฐบาลรับประกัน เป็นต้น การดำเนินครั้งนี้ได้ใช้เงินจากกองทุนชราภาพและสงเคราะห์บุตรคิดเป็นร้อยละ 3 ของกองทุนรวม
นายพิชัย เอกพิทักษ์ดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการใช้จ่ายเงิน สปส.จัดทำบัตรส่วนลดซื้อสินค้าราคาถูกในช่วงเทศกาลปีใหม่ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการสำนักงานประกันสังคม (บอร์ด) เพื่อขออนุมัติงบประมาณ 25.5 ล้านบาท มาดำเนินการ ไม่ใช่ 16 ล้านบาทอย่างที่เข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์ต้องการช่วยเหลือผู้ประกันตนประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า และตั้งสมมติฐานว่าผู้ประกันตน 1 คน มีค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าต่อปี 11,000 บาท หากได้รับส่วนลดร้อยละ 10 จะประหยัดเงินได้ปีละ 1,100 บาท และกรณีนี้มีผู้ประกันตน 8.5 ล้านคนจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 7,000 กว่าล้านบาท จึงดำเนินการว่าจ้างบริษัท ดิสเคาท์ การ์ด จำกัด ให้ประสานหาห้างสรรพสินค้าเข้าร่วมโครงการได้ให้ 5,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งติดสติ๊กเกอร์ และศูนย์บริการคอลล์เซ็นเตอร์ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่ขัดต่อระเบียบ สปส. นอกจากนี้ สปส.ยังได้ทำวิจัยพบว่าผู้ประกันตนส่วนใหญ่รู้สึกพอใจกับโครงการดังกล่าว ขณะนี้เรื่องที่สอบสวนเสร็จแล้ว
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ