Tax Knowledge:ค่าพาหนะปฐมบทที่ไม่ลงตัว

Tax Knowledge:ค่าพาหนะปฐมบทที่ไม่ลงตัว | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



เมื่อผมเรียนบัญชีมาผมถูกปลูกฝังในการบันทึกรายการค้าทางบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไปว่า เมื่อมีรายการค้าเกิดขึ้นจะต้องนำไปบันทึกบัญชีโดยนำไปลงในสมุดรายวันขั้นต้นแล้วผ่านรายการไปยังบัญชีแยกประเภทเก็บงบทดลองออกงบการเงิน เป็นวงจรการบันทึกบัญชีนับจากจุดเริ่มต้นไปจุดสุดท้ายในการออกงบการเงิน
       
       แล้วเมื่อไหร่รายการค้าจึงจะเกิดขึ้นจะต้องมีหลักฐานเอกสารใดประกอบรายการค้านั้น จะเห็นได้ว่า ในการดำเนินธุรกิจเมื่อได้มีการทำธุรกรรมเกิดขึ้นและมีหลักฐานเอกสารการรับหรือจ่ายเงิน แล้วนำเอกสารดังกล่าวมาบันทึกบัญชี โดยปกติแล้วรายการค้าที่เกิดขึ้นมักจะมีเอกสารหลักฐานการทางการเงิน เช่น บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบกำกับสินค้า ใบแจ้งหนี้ เป็นต้น
       
        แต่ก็มีรายจ่ายบางประเภทที่มักจะสร้างปัญหาปวดหัวให้แก่นักบัญชีเป็นประจำก็คือ "ค่าพาหนะ" เพราะค่าพาหนะมีทั้งประเภทมีหลักฐานการจ่ายเงินและไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ทำให้เกิดปัญหาในการนำมาบันทึกบัญชี ค่าพาหนะเมื่อมีการจ่ายเงินมักจะมีหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น
       
        ค่าพาหนะ หลักฐานการจ่ายเงิน
        1. รถเมล์ ตั๋วรถเมล์
        2. เรือข้ามฟาก ตั๋วข้ามฟาก (แต่บางแห่งไม่มีหลักฐาน)
        3. รถไฟฟ้า ใบกำกับภาษี
        4. รถไฟ ตั๋วรถไฟ
        5. รถโดยสารขนส่งระหว่างจังหวัด ตั๋วรถโดยสาร
        6. เครื่องบิน ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษี
       
        แต่ยังมีค่าพาหนะบางประเภทที่เมื่อจ่ายไปแล้วไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน สำหรับค่าพาหนะที่ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น
       
       1. ค่ารถแท็กซี่
       
       2. ค่ารถจักรยานยนต์รับจ้าง
       
       3. รถตู้โดยสาร
       
       ในทางภาษีอากรเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้มีการจ่ายค่าใช้จ่ายออกไปต้องพิสูจน์ว่า กิจการได้จ่ายจริงตามมาตรา 65 ตรี (9) "รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้"
       
       ในกรณีของ "ค่าพาหนะ" ที่ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน แต่เป็นรายจ่ายที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายจริงและเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ ทำอย่างไรจึงจะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร ในทางปฏิบัติทุกคนคงทราบดีว่า ค่าพาหนะดังกล่าวข้างต้นไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ดังนั้นเราจะใช้เอกสารภายในแทนหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น
       
       1. ใบเบิกเงิน
       
       2. ใบสำคัญจ่าย
       
       3. ใบขออนุมัติ
       
       แทนหลักฐานการจ่ายเงินค่าพาหนะ แต่เอกสารดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อยดังนี้
       
       1. ระบุวัตถุประสงค์ในการเดินทาง เช่น นำสินค้าไปส่งให้ลูกค้า นำเงินไปฝากธนาคาร ไปอบรมสัมมนา ไปเสียภาษีอากรที่เขต(อำเภอ)
       
       2. รายละเอียดการเดินทาง ระบุต้นทาง ปลายทาง เช่น
       
       (1) ขาไป: บริษัทไปธนาคารไทยพาณิชย์สำนักชิดลม 180 บาท
       (2) ขากลับ: จากธนาคารไทยพาณิชย์สำนักชิดลมกลับบริษัท 200 บาท
       รวมเงิน 380 บาท
       3. ต้องได้รับการอนุมัติ (ลายเซ็น)จากผู้มีอำนาจอนุมัติหรือตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ
       
        เมื่อมีการยื่นขอเบิกเงินที่ฝ่ายการเงินหรือบัญชีก็ตาม ทางฝ่ายบัญชีหรือการเงินก็จะมีการจัดทำใบสำคัญจ่ายเงินเพื่อแนบหลักฐานการเบิกเงิน (ใบเบิกเงิน) เพื่อขออนุมัติผู้จัดการฝ่ายบัญชีหรือการเงินเพื่อทำการจ่ายเงินต่อไป
       
       อย่างไรก็ดีในกรณีของค่ารถแท็กซี่บางคันที่เราใช้บริการอาจจะมีการออกใบเสร็จรับเงินค่ารถแท็กซี่ให้เป็นหลักฐาน ซึ่งมีรถแท็กซี่ที่สามารถออกใบเสร็จรับเงินโดยเครื่องบันทึกการออกใบเสร็จที่ติดไว้กับตัวรถแท็กซี่ ตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างของใบเสร็จรับเงินค่ารถแท็กซี่ที่ออกโดยเครื่องอัตโนมัติที่ติดไว้กับรถแท็กซี่บางคัน
       
        บางครั้งการทำงานก็ต้องมีการประยุกต์ใช้ระหว่างหลักการบัญชีกับประมวลรัษฎากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานการจ่ายเงินที่จะทำให้สรรพากรยอมให้ถือเป็นรายจ่ายได้คำนวณกำไรสุทธิได้ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องบวกกลับในแบบ ภ.ง.ด.50 ที่นักบัญชีจะต้องทำรายละเอียดการเบิกจ่ายให้ครบถ้วน
       
       ในกรณีของการเบิกค่าพาหนะที่ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินนี้ หากกิจการจำเป็นต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่มีใบเสร็จจะใช้ใบเบิกเงินแทนไม่ได้ ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินให้ชัดเจน เช่น ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด ใบกำกับภาษี หากการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจเลือกวิธีการหนึ่งวิธีการใดดังต่อไปนี้เป็นหลักฐานการจ่ายเงิน
       
       1. ทำใบรับเงินให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินพร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
       
       2. จ่ายเช็คขีดคร่อม A/C Payee Only โดยทำสำเนาแนบใบสำคัญจ่าย
       
       3. โอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับเงิน นำสำเนาใบโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร (Pay-in) เป็นหลักฐานพร้อมใบสำคัญจ่าย
       
       หรือใช้นำกรณีข้อ 1 ใช้ร่วมกับข้อ 2 หรือจะใช้เอกสารในข้อ 1 ใช้ร่วมกับข้อ 3 ก็ถือเป็นหลักฐานการจ่ายเงินที่พิสูจน์ได้ว่าผู้รับมีตัวตนจริง ถือเป็นรายจ่ายได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ




ลงวันที่ 04/10/2006 02:04:54
จำนวนผู้ชม 2150 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์