ที่ปรึกษา ตัวช่วยหรือตัวถ่วง ที่ทำให้ผู้บริหารหรือองค์กรเติบโต

ที่ปรึกษา ตัวช่วยหรือตัวถ่วง ที่ทำให้ผู้บริหารหรือองค์กรเติบโต | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



อาจเป็นเพราะรูปแบบของการดำเนินธุรกิจ มุ่งที่จะแข่งขันทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรนั่นเอง จึงทำให้หลายๆ ธุรกิจต่างไม่เชื่อว่าวิธีที่ดำเนินธุรกิจอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นั้นจะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

ทางหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้บริหารรู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไป เพราะที่ผ่านมาต่างกรำศึกมาพอสมควร

ทางหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้บริหารรู้สึกไม่มั่นใจว่า ไม้ต่อทางธุรกิจที่ส่งให้ลูกชายและลูกสาวจะบริหารธุรกิจได้ดุจเดียวกับเขาและเธอ

จึงทำให้ผู้บริหารคนนั้นๆ ต่างต้องการ "ที่ปรึกษา" ต้องการ "คน" มาช่วย ทั้งในเรื่องของการจัดระเบียบวิธีคิด

ทั้งในเรื่องของการบริหารองค์กร

หรือทั้งในรูปแบบของการจัดทัพองค์กรทั้งระบบ

เพราะอย่างที่ทราบการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันจะเก่งแต่เพียงหาเงินเข้าบริษัทอย่างเดียวคงไม่ได้ หากจะต้องครบเครื่องทั้งเรื่องการบริหารด้วย

และไม่เฉพาะแต่การบริหารจัดการองค์กรเพียงอย่างเดียว หากในเรื่องของการบริหารคนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องบริหารควบคู่กันไป

ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารแต่ละคนด้วยว่าจะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไร เพราะเรื่องเหล่านี้ถือเป็นศาสตร์และศิลป์พอสมควร

สำคัญไปกว่านั้น การที่ผู้บริหารคนหนึ่งจะมีทีมที่ปรึกษาที่ดี เขาและเธอจะต้อง "บู๊" และ "บุ๋น" พอสมควร

นัยหนึ่งคือต้อง "เก่ง" และ "กล้า" ด้วย

เพราะไม่เช่นนั้นหากที่ปรึกษาแนะนำอะไรไปก็จะจบเห่อยู่แค่ตรงนั้น โดยไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลย

"อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา" ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาบุคลากรและการพัฒนาองค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม แสดงความคิดเห็นในเรื่องการเลือกที่ปรึกษาอย่างไรไม่ให้ผิดหวังอย่างน่าสนใจ ว่า

"ต้องยอมรับว่าที่ปรึกษามีบทบาทมากขึ้นในวงการธุรกิจ เพราะสิ่งที่ที่ปรึกษานำมาด้วยคือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและประสบการณ์ในการทำงานที่คล้ายๆ กันจากองค์กรอื่น จึงสามารถช่วยร่นระยะเวลาในการลองผิดลองถูกลงไปได้มาก องค์กรที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ใช้ที่ปรึกษาทั้งนั้น อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาก็สูงเอาเรื่องเหมือนกัน"

"ผมพบว่าองค์กรส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับที่ปรึกษามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงิน ที่ปรึกษาทางด้านการตลาด ที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยี ที่ปรึกษาทางด้านการบริหารจัดการ ฯลฯ

แต่ถ้าถามต่อว่าผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไร

พบว่าประมาณครึ่งรู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ที่ปรึกษาส่งมอบให้ ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งกลับไม่พอใจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางคนบ่นว่าเสียดายเงินและปฏิญาณว่าต่อไปจะไม่จ้างที่ปรึกษาอีก เรียกว่าสาปส่งกันเลยทีเดียว"

ถามว่าทำไม "อภิวุฒิ" ต้องมองเช่นนั้น

เขาบอกว่า...การจ้างที่ปรึกษาเป็นการตัดสินใจที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ปกติก่อนเริ่มต้นจ้างที่ปรึกษาควรถามตัวเองก่อนว่าเราอยากได้ที่ปรึกษามาทำอะไร ถ้าท่านยังไม่ชัดเจนว่าท่านต้องการอะไรจากที่ปรึกษา ผมขอแนะนำว่าท่านยังไม่ควรจ้างที่ปรึกษา

"เพราะฉะนั้น หลังจากทราบความต้องการที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยเริ่มมองหาที่ปรึกษา และที่ปรึกษาเท่าที่ผมพบแบ่งออกได้สัก 3 กลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรกเป็นบริษัทใหญ่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ส่วนมากมักเป็นบริษัทต่างชาติหรือไม่ก็เป็นญาติ หรือดองกับบริษัทต่างชาติ ข้อดีของที่ปรึกษากลุ่มนี้คือ มีความเชี่ยวชาญจริงในเรื่องนั้นๆ และมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอยู่หลายคน"

"รวมทั้งมีข้อมูลแน่นปึ้กเพราะส่วนใหญ่มีหน่วยงานวิจัยเป็นของตัวเอง ทำให้เครื่องมือหรือโมเดลที่นำมาใช้ในงานที่ปรึกษามีความน่าเชื่อถือ แต่ข้อเสียที่เห็นได้ชัดๆ คือ ราคาแพงและไม่ค่อยใส่ใจกับงานเล็กๆ ซึ่งงานเล็กๆ แปลว่าโครงการที่มีค่าที่ปรึกษาแค่ไม่กี่ล้านบาท"

"กลุ่มที่ 2 เป็นบริษัทที่ปรึกษาที่เล็กลงมา ส่วนใหญ่เป็นบริษัทของคนไทย ใช้วิธีซื้อเครื่องไม้เครื่องมือหรือข้อมูลต่างๆ มาจากต่างประเทศอีกที ข้อดีของที่ปรึกษาแบบนี้คือมีเวลาให้เรามากกว่าบริษัทที่ปรึกษาใหญ่ๆ และที่สำคัญราคาย่อมเยากว่า แต่ปัญหาคือความน่าเชื่อถือและความชำนาญอาจสู้องค์กรใหญ่ๆ ไม่ได้ รวมทั้งข้อมูลที่จะนำมาเปรียบเทียบ (benchmarking) ก็มีจำกัด"

"ส่วนกลุ่มสุดท้าย ประมาณว่าเป็นที่ปรึกษาอิสระประเภทเข้ามาคนเดียว ที่ปรึกษาพวกนี้ส่วนมากมักเป็นคนที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างมาก่อนหลายปี แต่รักความอิสระจึงลาออกมาเป็นที่ปรึกษาหรือไม่ก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มาหาลำไพ่พิเศษ"

"ที่ปรึกษากลุ่มนี้อาจรวมตัวกันสัก 2-3 คน จัดตั้งเป็นบริษัทเล็กๆ หรืออาจรวมตัวกันเฉพาะกิจ คือมีงานก็มารวมกัน ข้อดีคือราคามิตรภาพมากๆ แต่ปัญหาคือมาตรฐานในการทำงานของที่ปรึกษาแตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกใช้บริการจากที่ปรึกษากลุ่มนี้จึงเข้าข่ายตาดีก็ได้ ตาร้ายก็เสีย ถ้าโชคเข้าข้างก็ได้ที่ปรึกษาฝีมือดีราคาเหมาะสมเพราะบางคนเป็นมือปืนรับจ้างให้กับบริษัทที่ปรึกษาใหญ่ๆ มาก่อน แต่ถ้าโชคร้ายอาจเสียทั้งเงิน เสียทั้งงาน เสียทั้งเวลา และเสียทั้งความรู้สึกเลยทีเดียว"

ผลเช่นนี้เองจึงทำให้ "อภิวุฒิ" อธิบายเพิ่มเติมว่า...เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใช้ที่ปรึกษากลุ่มใด สมควรและจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องมีโอกาสได้คุยกับผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับท่าน เพื่อจะได้เห็นหน้าคาดตากันและเป็นโอกาสที่ท่านจะได้พูดคุยถึงแนวทางในการทำงานของที่ปรึกษา

"เพื่อดูว่าพอจะไปกับท่านได้หรือไม่ โดยเฉพาะถ้าท่านเลือกใช้บริการที่ปรึกษาในรูปของบริษัทไม่ว่าใหญ่หรือเล็กยิ่งต้องแน่ใจว่าท่านได้พบและคุยกับที่ปรึกษาที่จะมาทำงานกับท่านจริงๆ เพราะหลายๆ กรณีคนที่มาคุยกับท่านในตอนขายงานกับคนที่มาทำงานให้ท่านอาจเป็นคนละคนกัน การจ้างที่ปรึกษาจึงคล้ายๆ กับการหาแฟนสักคน"

"เพราะปกติเราไม่ได้จ้างที่ปรึกษามาทำงานเพียงแค่วันสองวัน ถ้าไม่พอใจก็เลิกรากันไป เราจ้างที่ปรึกษาก็หวังจะคบกันระยะยาว เพราะส่วนมากโครงการจ้างที่ปรึกษามีระยะเวลาตั้งแต่ 3-6 เดือนขึ้นไป และใช้เงินอย่างน้อยเป็นหลักแสน บางโครงการอาจจะเป็นหลักล้าน หรือหลายๆ ล้านเลยก็ได้"

สำคัญสุดเมื่อผู้บริหารเลือกที่ปรึกษาได้แล้ว คงต้องคุยกันถึงผลลัพธ์ของการให้คำปรึกษาด้วยว่าจะสัมฤทธิผลหรือไม่ เพราะอย่างที่ทราบที่ปรึกษาบางคนได้แต่ปรึกษา แต่ไม่เคยประเมินถึงผลสัมฤทธิ์เลย

อีกประการที่ที่ปรึกษาส่วนใหญ่มักเข้ามาออฟฟิศเพียงอาทิตย์ละครั้ง หรือสองครั้งเท่านั้น และทุกครั้งที่เข้ามาก็ใช่ว่าจะเจอผู้บริหารทุกครั้ง ดังนั้นการเป็นที่ปรึกษาที่ดีก็ควรอย่างยิ่งที่จะวางขอบเขตงานให้เป็นระบบด้วย

"อภิวุฒิ" จึงเสริมในประเด็นนี้ว่า ...สุดท้ายเมื่อตกลงที่จะใช้ที่ปรึกษาเจ้าไหนแล้ว ห้ามลืมเด็ดขาดที่จะคุยเรื่องผลลัพธ์สุดท้ายให้ชัดเจนว่าเมื่อจบโครงการแล้วท่านจะได้รับอะไรจากที่ปรึกษา หน้าตาของรายงานจะเป็นอย่างไร มีรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน

"ถ้าท่านสามารถขอดูตัวอย่างที่ที่ปรึกษาเคยทำให้กับองค์กรอื่นๆ ในเรื่องเดียวกันด้วยก็จะยิ่งดี เพราะนี่เป็นการปรับความคาดหวังให้ตรงกันก่อนที่จะเริ่มต้นทำงาน เพราะเท่าที่ผมเห็นมาถ้าโครงการว่าจ้างที่ปรึกษาจะไม่สำเร็จและจบลงแบบไม่ค่อยแฮปปี้เอ็นดิ้งแล้วละก็"

"ส่วนใหญ่เกิดมาจากการไม่ได้คุยกันหรือคุยกันไม่เคลียร์ตั้งแต่แรก นอกจากนี้การตกลงเรื่อง วิธีการและความถี่ในการรายงานความคืบหน้า ก็สำคัญ งานบางงานที่ปรึกษาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่หน้างาน แต่งานบางงานที่ปรึกษาเก็บข้อมูลแล้วก็หายตัวไป กว่าจะกลับมาอีกทีก็หลายเดือน"

"ดังนั้น ระหว่างทางจึงเป็นสิทธิของท่าน 100% ที่จะทราบความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ท่านจ่ายเงินแล้วไม่ต้องเกรงใจคุยกันให้ชัดเจนจะได้ไม่ผิดใจกันทีหลัง

เพราะฉะนั้นถ้าท่านทำตามแนวทางข้างต้น ผมจึงค่อนข้างเชื่อว่าการจ้างที่ปรึกษาของท่านจะประสบความสำเร็จ และผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ากับการลงทุนของท่านอย่างแน่นอน"

แต่ถ้าไม่สำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะสูญเปล่าทันทีเช่นกัน !

ซึ่งที่ปรึกษาล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจ แต่ทั้งนั้นคงขึ้นอยู่กับผู้บริหารขององค์กรนั้นๆ ด้วยแล้วว่าจะมองบทบาทของที่ปรึกษาอย่างไร

เพราะอย่างที่ทราบ "ที่ปรึกษา" เป็นทั้ง "ตัวช่วย" และ "ตัวถ่วง" ที่จะทำให้ผู้บริหารและองค์กรนั้นๆ เติบโต

แต่ทั้งหมดถ้าสามารถนำมาซึ่งความเติบโตขององค์กรและบุคลากร ก็เชื่อแน่ว่าบทบาทของที่ปรึกษาน่าจะรับใช้ได้ในบทบาทหนึ่ง

เป็นบทบาทที่เคียงข้างไปกับการเติบโต

ที่มีความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า ?

หน้า 49

 

 

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ




ลงวันที่ 01/03/2006 14:43:40
จำนวนผู้ชม 1992 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์