9 ก.ค. 55 - นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ สศค. มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท จะส่งผลกระทบทำให้อัตราการว่างงานขยายตัวขึ้น จึงได้สั่งการให้ทีมคณะทำงานของ สศค.เฝ้าจับตาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม จากการติดตามดัชนีการว่างงานในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ายังมีข้อมูลที่ไม่ชัดเจน โดยในส่วนของภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาทค่อนข้างมาก ในเดือน เม.ย.55 มีอัตราการว่างเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 10,000 ราย แต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากสาเหตุของการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ หรือไม่ ทาง สศค.จึงต้องขอเวลาในการเฝ้าติดตามสถานการณ์เพื่อความชัดเจน อีกประมาณ 1-2 เดือน จึงจะสามารถระบุได้ว่าการปรับขึ้นค่าจ้างงานแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท กระทบต่ออัตราการว่างงานหรือไม่
“ขณะนี้ข้อมูลที่เรามีอยู่ยังไม่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่า การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานวันละ 300 บาท ส่งผลกระทบทำให้เกิดอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยจากตัวเลขว่างงานเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าภาคการก่อสร้างที่ต้องใช้แรงงานขั้นต่ำเยอะมีการว่างงานเพิ่มขึ้นแล้ว ประมาณหมื่นราย แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าสาเหตุการเลิกจ้างเพราะการปรับขึ้นค่าจ้างหรือไม่ เรากำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ ขอเวลาอีกประมาณ 1-2 เดือนน่าจะมีความชัดเจน”
นายสมชัย กล่าวต่อว่า ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาร่วมระหว่างธนาคารเพื่อการพัฒนา แห่งเอเชีย (เอดีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ภายใต้หัวข้อ ทางเดินสู่เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก โดยจะมีผู้นำองค์กรทั้งสอง คือ นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ประธานเอดีบี และนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ เข้าร่วมการเสวนา ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำองค์กรทั้งสองจะได้มีโอกาสแลก เปลี่ยนความคิดเห็นในการกำหนดบทบาทของเอเชียต่อเศรษฐกิจโลก
นอกจากนั้น การสัมมนาดังกล่าวยังมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจโลกเข้ามาร่วมอีกมากกว่า 20 คน จากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ รวมถึงกระทรวงการคลัง และองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยจะมีการเสวนาใน 3 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.เสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจที่ทั่วถึง 2.การบริหารความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และ 3.แนวทางการป้องกันและความร่วมมือในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ.
(ไทยรัฐ, 9-7-2555)