ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


ความสามารถที่จำเป็น และความจำเป็นในการฝึกอบรม : ทำอย่างไรให้สอดคล้องกับ ISO 9001:2008 (ตอนที่ 2)

ความสามารถที่จำเป็น และความจำเป็นในการฝึกอบรม : ทำอย่างไรให้สอดคล้องกับ ISO 9001:2008 (ตอนที่ 2) | ข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกอบรม สัมมนา โดย SIAMHRM.COM , ข้อมูลเกี่ยวกับ ความสามารถที่จำเป็น และความจำเป็นในการฝึกอบรม : ทำอย่างไรให้สอดคล้องกับ ISO 9001:2008 (ตอนที่ 2) , ตัวอย่าง ความสามารถที่จำเป็น และความจำเป็นในการฝึกอบรม : ทำอย่างไรให้สอดคล้องกับ ISO 9001:2008 (ตอนที่ 2) , บทความ ความสามารถที่จำเป็น และความจำเป็นในการฝึกอบรม : ทำอย่างไรให้สอดคล้องกับ ISO 9001:2008 (ตอนที่ 2)



ในตอนนี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ถึงประเด็นความสามารถที่จำเป็น 3 ประเด็นดังนี้

  1. ความสามารถที่จำเป็นคืออะไร
  2. ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถที่จำเป็น (Necessary competence) และ ความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training need) เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร
  3. แนวทางในการกำหนดความสามารถที่จำเป็นให้เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

1.   ความสามารถที่จำเป็นคืออะไร
ISO 9000:2005 Quality management systems —Fundamentals and vocabulary กำหนดนิยามของคำว่า Competence ไว้ดังนี้ “Competence : demonstrated ability to apply knowledge and skills (ความสามารถที่แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และทักษะในการทำงาน)”
ในขณะที่ ISO 10015:1999 Quality Management - Guidelines for training นิยามคำว่า Competence ไว้ดังนี้ “Competence : การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะและพฤติกรรมในการปฏิบัติงาน (application of knowledge, skills, and behaviours in performance) ”
หากพิจารณาจากความหมายดังกล่าว จึงทำให้เรามองเห็นได้ว่า Competency ในมุมมองของ ISO 9001 มุ่งไปที่การประยุกต์ใช้ความสามารถในการทำงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบเท่านั้น มิได้คาดหวังว่าจะพัฒนาบุคลากรให้สามารถทำงานโดดเด่นกว่าผู้อื่นในองค์กรเดียวกัน

แต่เมื่อเราหันกลับมาพิจารณา Competency ของผู้เชี่ยวชาญด้าน HR บ้าง จะทำให้เห็นถึงความแตกต่างจากมุมมองของ ISO ดังนี้
ปรมาจารย์ผู้ริเริ่มใช้คำว่า “Competency”  (McClelland,1973)  ให้ความหมายไว้ว่า “บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้บุคคลนั้นสร้างผลการปฏิบัติงานที่ดี หรือตามเกณฑ์ที่กำหนด ในงานที่ตนรับผิดชอบ”
ด้วยเหตุนี้  Competency ในทัศนะของ Dr.McClelland จึงจำแนก Competency ออกเป็น 2 ประเภท คือ
Threshold Competency  (ความสามารถขั้นพื้นฐาน) ที่แสดงถึง ความรู้หรือทักษะพื้นฐานที่บุคคลจำเป็นต้องมีในการทำงาน และ ความสามารถนั้นไม่ทำให้บุคคลมีผลงานที่แตกต่างจากผู้อื่น
Differentiating Competency (ความสามารถที่แตกต่าง) ซึ่งจะทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดแสดงถึงขีดความสามารถที่ทำให้บุคคลนั้นมีผลงานสูงกว่ามาตรฐานหรือเหนือกว่าผู้อื่น และเป็นการผสมผสานในการใช้ความรู้ ทักษะ ค่านิยม ทัศนคติและแรงจูงใจ เพื่อช่วยให้เกิดผลงานที่ดีเลิศ
สำหรับผู้เขียน (ปิยะชัย, 2550) ให้คำจำกัดความของ Competency ไว้ว่า “ทักษะ ความรู้ และความสามารถหรือพฤติกรรม (Skill, Knowledge and Attribute) ของบุคลากรที่จำเป็นในการปฎิบัติงานเพื่อให้สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของงาน”
เมื่อวิเคราะห์คำนิยามดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า ความสามารถที่จำเป็น (Necessary competence) ของ ISO 9001:2008 จึงเทียบเคียงคล้ายกับ Threshold Competency  (ความสามารถขั้นพื้นฐาน) และเช่นเดียวกัน ผู้เขียนก็มองความสามารถในการทำงานไปที่ผลลัพธ์ของงาน (Performance) เป็นสำคัญ ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของงาน  ด้วยเหตุที่ว่า ผลของงานจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาความสามารถในการทำงาน ในทำนองเดียวกันความสามารถจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการปรับปรุงผลงานที่ดีขึ้นตามลำดับ

ความสามารถที่จำเป็น (Necessary competence)  หมายถึง ความสามารถที่แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้องค์ความรู้, ทักษะ และพฤติกรรมในการปฏิบัติงานเพื่อให้สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของงานที่รับผิดชอบ

2.   ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถที่จำเป็น (Necessary competence) และ ความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training need)

6.2.2 ความสามารถ การฝึกอบรมและความตระหนัก
องค์กรต้อง
  • กำหนดความสามารถที่จำเป็นสำหรับบุคลากรที่ทำงานมีผลกระทบต่อความสอดคล้องกับข้อกำหนดผลิตภัณฑ์
  • เมื่อมีการประยุกต์ใช้ ให้ฝึกอบรมหรือดำเนินการอื่นๆเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลซึ่งความสามารถที่จำเป็น
  •  ประเมินประสิทธิผลของการดำเนินการดังกล่าว
  •  ทำให้มั่นใจว่าบุคลากรมีความตระหนักถึงความสัมพันธ์และความสำคัญในงานของตน และพวกเขามีส่วนช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์คุณภาพได้อย่างไร และ
  • เก็บรักษาบันทึกที่เหมาะสมของการศึกษา, การฝึกอบรม, ทักษะและประสบการณ์ (ดูหัวข้อ 4.2.4)

จากข้อกำหนดดังกล่าวข้างต้น ทำให้เราทราบว่า การฝึกอบรมถือเป็นหน้าทีที่ขององค์กรที่จะต้องจัดให้กับบุคลากรขององค์กร  และโดยมาก องค์กรจะผลักหน้าที่การฝึกอบรมให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน HR ไปดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว  ซึ่งปัจจุบัน ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นที่ปรึกษาของหลายองค์กร ผู้เขียนได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าว โดยปรับบทบาทของ HR เป็น Coordinator และ Facilitator กล่าวคือ ทำหน้าที่ประสานงานและอำนวยการฝึกอบรม หากเป็นหลักสูตรหลักๆทั้งองค์กร จะเป็นความรับผิดชอบของ HR แต่หากเป็นการฝึกอบรมเชิงเทคนิคและ OJT จะผลักให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบกันเอง โดย HR จะเป็นผู้จัดเตรียมการฝึกอบรมให้ ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม, ประสานงานกับวิทยากร, โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ทำให้หลายหน่วยงานสามารถพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามที่ตนเองต้องการพัฒนาพนักงานในหน่วยงานของตนตรงกับงานที่รับผิดชอบมากขึ้น

จากภาระหน้าที่ดังกล่าวขององค์กร  ความสามารถที่จำเป็นจึงเปรียบเสมือนเป็นเป้าหมายสุดท้าย (End) ในขณะที่ความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training need) เป็นเพียงเครื่องมือ (Mean) ตัวหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสามารถที่จำเป็น  ซึ่งโดยมาก เรานิยมใช้แบบฟอร์มสำรวจความจำเป็นในการฝึกอบรม และผลลัพธ์ที่ได้มักจะเป็น “ความต้องการฝึกอบรม (Training want)” มากกว่า ดังนั้น หากองค์กรใช้การสำรวจความจำเป็นในการฝึกอบรม ก็ยังไม่ผิดข้อกำหนดที่ 6.2.2 นะครับ เพราะองค์กรเห็นว่า ความสามารถที่จำเป็นถูกกำหนดมาจากการสำรวจความจำเป็นในการฝึกอบรม ตามระเบียบปฏิบัติที่เขียนขึ้นมา  ข้อกำหนดที่ 6.2.2 เพียงแต่ระบุให้องค์กรต้องกำหนดความสามารถที่จำเป็นสำหรับบุคลากรที่ทำงานมีผลกระทบต่อความสอดคล้องกับข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ เท่านั้น ส่วนจะไปกำหนดอย่างไร ด้วยวิธีการใดๆ ย่อมแล้วแต่แนวทางขององค์กรที่จะกำหนดขึ้นมาเอง

3.   แนวทางในการกำหนดความสามารถที่จำเป็นให้เหมาะสมเป็นอย่างไร
เนื่องจากความสามารถที่จำเป็น เปรียบเสมือนเป็นเป้าหมายสุดท้าย (End) ดังนั้น องค์กรจึงมีหลายทางเลือกที่เหมาะสมในการได้มาซึ่งความสามารถที่จำเป็น เช่น การกำหนดไว้ใน JD, การใช้แบบสอบถาม, การวิเคราะห์ช่องว่างของ Competency gap, แผนพัฒนารายบุคคล (IDP) , แผนฝึกอบรมตามตำแหน่งงาน (Training Roadmap) เป็นต้น
แต่แนวทางใดที่เหมาะสมที่สุด คำตอบ คือ แนวทางที่ทำให้องค์กรสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมภายใต้ทรัพยากรทั้งกำลังคน กำลังทางการเงินและระเบียบปฏิบัติงานที่เขียนขึ้นมาครับ  ไม่จำเป็นเลยที่องค์กรจะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อส่งพนักงานไปฝึกอบรมภายนอกบ่อยๆ เราสามารถเลือกที่จะจัดหลักสูตรฝึกอบรมภายในได้โดยประหยัดงบประมาณ เช่น OJT, Coaching & Mentoring, Self-learning , การมอบหมายงาน เป็นต้น เพียงแต่การฝึกอบรมดังกล่าวจะต้องเป็นลักษณะ Formal training คือมีการวางแผน มีการบันทึกรายละเอียดของกระบวนการทำงานเพื่อใช้อ้างอิง และมีบันทึกการประเมินผลที่ชัดเจน
ดังนั้น การกำหนดความสามารถที่จำเป็นโดยวิธีการต่างๆกันนั้น มีจุดเด่นและจุดด้อยประการใดบ้าง ผู้เขียนสรุปเป็นตารางดังนี้

แนวทางการกำหนดความสามารถที่จำเป็น

ข้อได้เปรียบ (Advantage)

ข้อเสียเปรียบ (Disadvantage)

1.  กำหนดที่ JD

  • จัดทำง่าย
  • สามารถสื่อสารกับพนักงานเห็นได้ชัดเจน
  • อ้างอิงตามลักษณะงานที่รับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร
  • บางครั้งพบว่างานที่รับผิดชอบทำจริงไม่ตรงกับที่ระบุใน JD จึงทำให้ได้ Competency ที่ไม่ตรงกับลักษณะของงานที่รับผิดชอบ
  • แก้ไขเอกสารได้ยาก เนื่องจากเป็นเอกสารควบคุม

2.  การวิเคราะห์ช่องว่างความสามารถ (Competency Gap Analysis)

  • ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความสามารถ ทักษะและความรู้ที่ขาดหายไป
  • สามารถพัฒนาเป็นการพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคล
  • สามารถจัดการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆตามความจำเป็นเร่งด่วนตามผลลัพธ์ CGA
  • จัดทำยาก มีความสลับซับซ้อน
  • ต้องใช้ที่ปรึกษาหรือผู้ชำนาญการพิเศษด้าน Competencyมาแนะนำ
  • เสียค่าใช้จ่ายมากพอสมควร
  • ใช้ระยะเวลานานในการจัดทำ CGA

3.  แบบสอบถามความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training need survey)

  • สะดวกในการใช้มากที่สุด
  • เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเสนอความต้องการฝึกอบรม
  • เป็นการสื่อสารสองทางระหว่างผู้บริหารและพนักงานภายในแผนก/ฝ่ายที่รับผิดชอบ
  • โดยมากจะเป็น “ความอยาก”จะฝึกอบรมมากกว่าเป็นความจำเป็นจริงๆเพื่อพัฒนาพนักงาน
  • พนักงานไม่ได้รับการพัฒนาตามความสามารถที่ต้องการในการปฏิบัติงานเป็นรายบุคคล
  • แผนฝึกอบรมอาจจะไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์จากแบบสอบถามความจำเป็นในการฝึกอบรม

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนเห็นว่า แนวทางที่ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้โดยไม่ยุ่งยากนัก ควรจะกำหนดอยู่ใน JD โดยแปรรูป JD ให้อยู่ในรูปแบบของ Job profile หรือ Competency-based JD น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสามารถกำหนดหลักสูตรที่จำเป็นต่อการพัฒนากลยุทธ์ขององค์กรหรือหน่วยงานได้ตามความเหมาะสม (ขออนุญาต แนะนำให้ผู้อ่านที่สนใจเรื่อง Job profile หรือ Competency-based JD ศึกษาเพิ่มเติมในหนังสือของผู้เขียน เรื่อง ISO 9001:2008 กับการบริหารงานบุคคลและฝึกอบรม)

“เป็นที่น่าสังเกตว่า ในห้วงระยะเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจไม่ดีนัก งบประมาณด้านฝึกอบรมของหลายบริษัท กลับถูกตัดทอนลงเป็นแผนกแรกๆ ทั้งๆที่การฝึกอบรมเปรียบเสมือนการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรในระยะยาว  เพราะเมื่อบริษัทยังพอมีเวลา การพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถของพนักงาน จึงเป็นการเตรียมพร้อม จัดกระบวนทัพให้กับองค์กร และติดอาวุธองค์ความรู้แก่พนักงาน ก่อนที่จะกระโจนเข้าสู่สนามรบ เมื่อภาวะเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นในอนาคต หากผู้บริหารมัวแต่คิดว่า รอเศรษฐกิจดีขึ้นก่อน แล้วค่อยพัฒนาบุคลากร เมื่อถึงเวลานั้น บริษัทมักจะอ้างว่างานยุ่ง การฝึกอบรมก็จะถูกเลื่อนออกไปอีกเรื่อยๆ ผู้บริหารจึงควรทบทวนความคิดใหม่ โดยมองว่าพนักงานเป็นเสมือนสินทรัพย์ (Asset) ที่ต้องลงทุนพัฒนาจึงจะมีคุณค่า”

 

 

 

เขียน/เรียบเรียง โดย : ปิยะชัย  จันทรวงศ์ไพศาล




จำนวนผู้ชม 6642 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์