เจาะกลยุทธ์ ดึงดูด-ดูแล "คน" ปี 2010 "เงินเดือน" ขยับ 5.46% แนวโน้มกลุ่มพลังงานจ่ายโบนัสสูงสุด 7.3 เดือน

เจาะกลยุทธ์ ดึงดูด-ดูแล "คน" ปี 2010 "เงินเดือน" ขยับ 5.46% แนวโน้มกลุ่มพลังงานจ่ายโบนัสสูงสุด 7.3 เดือน | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีดขึ้นในช่วงนี้จะสร้างความน่าตื่นเต้นเร้าใจ แต่การดำเนินธุรกิจในปีนี้และปีหน้าก็ยังมีเรื่องท้าทายที่นักธุรกิจ ซีอีโอต้องเผชิญอยู่อีกมาก

จากผลการสำรวจแนวโน้มการปรับเพิ่มเงินเดือนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของ กลุ่มทาวเวอร์ วัทสัน ล่าสุดในเดือนช่วงต้น ปี 2553 พบว่าแนวโน้มการจ้างงานแม้จะมีเพิ่มมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรม แต่ตัวเลขอัตราการว่างงานก็ยังไม่ได้ลดลงเพราะคนที่เคยว่างงานก็ยังว่างงานอยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษาไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และยังมีนักศึกษาจบใหม่ออกมาสู่ตลาดอีก

"บุปผาวดี โอวรารินท์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาวเวอร์ วัทสัน (ประเทศไทย) จำกัด บอกถึงสิ่งที่น่าสนใจที่ได้จากการทำเซอร์เวย์ทั้งฝั่งอเมริกาและฝั่งไทยในประเด็นที่ว่า เรียนอะไรแล้วไม่ตกงาน ปรากฏว่านักคณิตศาสตร์ประกันภัย (actuary) กลายเป็นมนุษย์ทองคำกลุ่มใหม่ที่หายากมาก ทำรายได้และค่าตัวที่สูงมาก เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด ในขณะที่มีผู้ที่ฝ่าด่านสำเร็จการศึกษาออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยน้อยมาก

กลุ่มคนเก่งที่เป็น talent ขององค์กรหลายสาขาอาชีพก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีการแย่งชิงกันแค่ระหว่างบริษัทกับบริษัทเท่านั้น แต่มีการซื้อตัว สัมภาษณ์กันข้ามชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแบงกิ้งของเมืองไทยต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาจ้างกันแรงมาก ๆ สูงกว่าแบงก์ต่างชาติเสียอีก

ซึ่งในการสำรวจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในงาน HR พบข้อมูลที่น่าสนใจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2010 ปี 2011 การจ่ายโบนัสของอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงอัตราการเทิร์นโอเวอร์ และความท้าทายในการงาน HR ในปัจจุบันและอนาคต

หากจะเปรียบเทียบการจ่ายเงินเดือนเพิ่มสำหรับคนทำงานในปี 2008-2011 จะพบว่าอัตราไม่ได้ต่างกันมาก ซึ่งหากดู ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกทำให้อัตราการเติบโตของเงินเดือนในปี 2009 อยู่ที่ 5.1% ในปี 2010 น่าจะอยู่ที่ 5.2% ในขณะที่ ปี 2007 และปี 2008 เคยอยู่ที่ 6.3% และ 6.5% ตามลำดับ

ภาคการผลิตเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่มีการปรับเพิ่มเงินเดือน จากที่เคยจ่ายอยู่ 4.5% ในปี 2008 เป็น 6.3% ในปี 2009 และ 6.5% ในปี 2010 ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ จะมีการปรับเพิ่มเงินเดือนในอัตราที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2009 และปี 2010 เฉลี่ยในทุกอุตสาหกรรมมีการปรับเพิ่มเงินเดือนประมาณ 5% ในปี 2010



เมื่อดูในรายอุตสาหกรรม จะพบว่าอุตสาหกรรมที่มีการปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงานสูงสุดในปี 2010 คือ ภาคการผลิต โดยรวมมีการปรับเพิ่มเงินเดือน 6.52% ตามมาด้วยกลุ่มพลังงาน 5.75% และรถยนต์ 5.72%

ส่วนกลุ่มแบงกิ้งภาพรวมอยู่ที่ 5.60% คอนซูเมอร์ 5.22% และอุตสาหกรรมยา 4.34%

สำหรับปี 2011 กลุ่มคอนซูเมอร์พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในการจ่ายเงินเดือนเพิ่มสูงสุด โดยรวมเฉลี่ย 6.80% ตามด้วยกลุ่มพลังงาน โดยรวมอยู่ที่ 6.75% รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมการผลิต โดยรวมอยู่ที่ 6.67% อุตสาหกรรมรถยนต์ 6.31% แบงกิ้ง 5.60% และอุตสาหกรรมยา 4.89%

"ในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีรายละเอียดในการจ่ายแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมทุกอุตสาหกรรมก็ยังมีความมั่นใจว่าจะมีการปรับเงินเดือนเพิ่มให้กับพนักงานได้ เพราะขณะนี้มีออร์เดอร์เข้ามามากขึ้น"

หากจะถามว่าทำไมบริษัทยาจึงมีการปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงานน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ จากประสบการณ์ที่เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทยาหลายแห่ง "บุปผาวดี" ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุตสาหกรรมยามีโครงสร้างองค์กรที่เป็นเซลส์อยู่เยอะ ซึ่งปกติเซลส์จะได้รับค่าคอมมิสชั่นที่ทำให้ค่าตอบแทนสูงกว่าสตาฟทั่วไป การให้ข้อมูลตรงนี้อาจจะไม่ได้นำข้อมูลค่าตอบแทนในส่วนของเซลส์มารวมด้วยเพราะเป็นตัวเลขที่ไม่มีความแน่นอน

ในเรื่องของเงินโบนัส ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเลขในอดีตจะพบว่า นับตั้งแต่ปี 2003-2007 โบนัสในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีอัตราเติบโตทุกปี แต่นับจากปี 2008 ที่ภาวะเศรษฐกิจถูกกระทบอย่างหนักจากเศรษฐกิจโลก เงินโบนัสขององค์กรต่าง ๆ ก็ถูกกระทบไปด้วย ร่วงไปอยู่ที่ 18.3% และในปี 2009 มีการขยับขึ้นมานิดหน่อยอยู่ที่ 19.0%

เมื่อลงรายละเอียดไปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะพบว่า กลุ่มที่จ่ายโบนัสสูง ๆ ในปี 2010 จะเป็นกลุ่มพลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 7.3 เดือน

ฟังอย่างนี้แล้วถ้าใครอยากเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมนี้คงจะลำบากนิดหนึ่ง เพราะคนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่กันยาว ตามมาด้วยกลุ่มรถยนต์จ่ายโบนัสอยู่ที่ 6.2 เดือน และบริษัทยาจ่าย 4.1 เดือน

สำหรับการคาดการณ์การจ่ายโบนัสใน ปี 2011 จะพบว่า กลุ่มพลังงานยังคงเป็น พี่ใหญ่จ่ายหนักกว่ากลุ่มอื่น เฉลี่ยอยู่ที่ 6 เดือน ตามมาด้วยรถยนต์คาดว่าจะจ่ายกันประมาณ 5.9 เดือน และบริษัทยาคาดว่าการจ่ายโบนัสจะพุ่งขึ้นเป็น 5.9 เดือน เท่า ๆ กับกลุ่มรถยนต์



ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นชัดเจน

"บุปผาวดี" บอกว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปในกลุ่มของแบงกิ้งและบริษัทยา คือ จะไม่ให้ความสำคัญกับการขึ้นเงินเดือนสูง ๆ เช่นในอดีต แต่จะจ่ายค่าตอบแทนพนักงานเป็นแพ็กเกจ ซึ่งจะมีทั้งสิ่งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น เรื่องของสวัสดิการอื่น ๆ โอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพ

โดยเฉพาะกลุ่มแบงกิ้ง ถ้าแยกการจ่ายค่าตอบแทนตามฟังก์ชั่นการทำงานจะ เห็นอะไรที่แตกต่างกันเยอะ เพราะแต่ละองค์กรต้องการ competency ที่หลากหลาย

"วันนี้แม้ว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะมีความมั่นใจในการจ่ายเงินเดือนเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้คือออร์เดอร์มาแล้วแต่ไม่มีคนทำงาน เพราะในช่วงที่ผ่านมาหลายองค์กรได้เลย์ออฟ พนักงานไปแล้วส่วนหนึ่ง ตรงนี้จะบริหารจัดการอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการให้ดี" "บุปผาวดี" ตั้งข้อสังเกต

มาดูแนวโน้มอัตราการเทิร์นโอเวอร์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากผลสำรวจพบว่าโดยภาพรวมแต่ละปีไม่แตกต่างกันมากนัก

หากเปรียบเทียบเป็นรายอุตสาหกรรม จะพบว่าอุตสาหกรรมยามีอัตราการเทิร์น โอเวอร์ของพนักงานสูงที่สุดในปี 2008 เฉลี่ยอยู่ที่ 18.4% และในปี 2009 อัตราการเทิร์นโอเวอร์ก็ยังคงสูงอยู่เฉลี่ยอยู่ที่ 11.4%

โดยภาพรวมของอุตสาหกรรมต่าง ๆ อัตราการเทิร์นโอเวอร์ในปี 2009 จะอยู่ที่ 8.5% ลดลงจากปี 2008 ที่อัตราการ เทิร์นโอเวอร์อยู่ที่ 12.6% และในปี 2010 คาดว่าอัตราการเทิร์นโอเวอร์จะลดลง เหลือ 6.9%

ในปี 2010 กลุ่มคอนซูเมอร์มีอัตราการเทิร์นโอเวอร์ของพนักงานสูงที่สุดเฉลี่ย 7.6% ขยับเพิ่มจากปี 2509 ที่เคยมีอัตราการเทิร์นโอเวอร์เฉลี่ยอยู่ที่ 6.6% ตามด้วยธุรกิจยา ปี 2010 อัตราการเทิร์นโอเวอร์เฉลี่ยอยู่ที่ 6.7% ลดลงจากปี 2009 และปี 2008 ที่อัตราการเทิร์นโอเวอร์พุ่งไปถึง 11.4% และ 18.4% ตามลำดับ

"บุปผาวดี" เชื่อว่าอัตราการเทิร์น โอเวอร์ในแต่ละอุตสาหกรรมาจากปัจจัยหลายด้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมออกไปทำธุรกิจของตัวเองกันเยอะมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งมาจากผู้นำในองค์กรว่าสามารถนำไปได้ดีขนาดไหน

ความท้าทายของผู้บริหารองค์กรในยุคนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงานเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีกลยุทธ์ในการดูแลรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรอย่างยาวนานด้วย

ในประเด็นนี้จากการสอบถามผู้บริหารองค์กร พบว่า 3 กลยุทธ์หลักที่ซีอีโอ ในองค์กรส่วนใหญ่นำมาใช้ประกอบด้วย 1.การพัฒนาเส้นทางการเติบโตในสายอาชีพให้กับพนักงาน 2.เพิ่มฐานการจ่ายค่าตอบแทน และ 3.แสดงให้เห็นว่างานที่ทำนั้นมีความมั่นคงปลอดภัย

ทั้งนี้ เนื่องจากการเพิ่มฐานเงินเดือนอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่นิยมกันอีกต่อไป แต่การให้โอกาสในการเติบโตในหน้าที่การทำงาน โดยการจัดให้พนักงานได้มีการฝึกอบรมในเรื่องต่าง ๆ น่าจะสามารถดึงดูดพนักงานและได้รับการยอมรับมากขึ้น และเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมในการรักษา พนักงานให้อยู่กับองค์กรนาน ๆ

เมื่อถามว่าบริษัทของคุณมีวิธีการดูแลกลุ่มคนที่เป็นคนเก่ง (talent) ให้อยู่กับองค์กรอย่างไร ผู้บริหารองค์กรตอบตรงกันว่า จะต้องให้การพัฒนาอาชีพมากขึ้น ให้โอกาสในการโปรโมตไปสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่อยากที่จะเติบโตเร็ว ๆ ที่มากกว่านั้นต้องเพิ่มฐานการจ่ายคˆาตอบแทน และเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บังคับบัญชากับพนักงาน เพราะผู้นำถือว่ามี ส่วนสำคัญในการดึงดูดให้พนักงานอยู่กับองค์กร

สำหรับแผนการดึงดูดกลุ่มคนเก่งให้มาทำงานกับองค์กรในปี 2009 จะมีเรื่องของการสร้างชื่อเสียงที่ดีขององค์กรเข้ามาเสริม และในปี 2010 เรื่องของการสร้างความผูกพันของคนในองค์กรก็มีความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ

เมื่อถามว่ามีอะไรที่เป็นความท้าทายและเป็นอิสชูบ้างในการบริหารงานของซีอีโอ 3 อันดับแรก พบว่าอันดับ 1 คือการดูแลกลุ่มคนเก่ง อันดับ 2 เป็นเรื่องของการควบคุมค่าใช้จ่ายขององค์กรในส่วนของพนักงาน

และสุดท้ายคือ การพัฒนาผู้นำ

วันนี้ต้องยอมรับว่า การสร้างลีดเดอร์ชิปเป็นเรื่องที่ท้าทายผู้บริหารในองค์กรต่าง ๆ เพราะกลุ่มเบบี้บูมเมอร์เริ่มที่จะเกษียณอายุแล้ว เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ ตรงนี้จะสร้างภาวะผู้นำอย่างไร เพราะการสร้างผู้นำไม่สามารถเรียนรู้กันได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา เพราะปัญหาใหญ่ของกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์คือเรื่องของอีคิว ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ

นั่นคือภาพที่เปลี่ยนไปขององค์กรต่าง ๆ วันนี้ถ้าอยากให้องค์กรเติบโตแบบยั่งยืน อยากได้คนเก่งต้องเน้นการลงทุนระยะยาว มิใช่ลงทุนระยะสั้นด้วยการซื้อตัวเช่นในอดีตที่ผ่านมา

หน้า 29


วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4187  ประชาชาติธุรกิจ





จำนวนผู้ชม 5326 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์