บริหารงานบุคคลอย่างมีกึ๋น สร้างองค์กรให้ฉลาดได้อีก

บริหารงานบุคคลอย่างมีกึ๋น สร้างองค์กรให้ฉลาดได้อีก | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM

โดย วันทนีย์ คงทัด




การบริหารองค์กรธุรกิจในปัจจุบัน เริ่มให้ความสำคัญกับการนำหลักพุทธและจิตวิญญาณตะวันออกเข้ามาผสมผสานเพื่อให้เข้ากับการบริหารงานภายในองค์กรมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาเราได้ยึดหลักการบริหารงานแบบตะวันตกมาพอสมควรก็ตาม แต่สำหรับองค์กรธุรกิจในประเทศไทยนั้น การนำหลักพุทธเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร ได้ผ่านการพิสูจน์ในหลายองค์กรแล้วว่าสามารถทำให้องค์กรไปได้ไกล

เมื่อเร็ว ๆ นี้บนเวทีเสวนา "ฉลาด... ในการบริหารงานบุคคลอย่างมีกึ๋น" ซึ่งจัดโดยบริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี "ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ" อดีตวิศวกรนาซ่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการองค์กร ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการนำหลักพุทธศาสนามาเสริมสร้างการพัฒนาความรู้และศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรอย่างน่าสนใจ

"ผู้คิดไม่รู้ ผู้รู้ไม่คิด หากไม่คิด ก็ไม่รู้ ควรคิดตอนรู้ เมื่อมีสติแล้วจึงคิดได้ ใช้การสังเกต อย่าด่วนตีความ รู้เฉย ๆ รู้สบาย ๆ มีเฉพาะผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ เท่านั้น"

ฟังแล้วหลายคนอาจจะงง ๆ "ดร.วรภัทร์" ได้อธิบายแก่นของเรื่องนี้ว่า ในการพัฒนาความรู้ และเพิ่มศักยภาพทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรตัดสินว่าใครผิด ใครถูก ใครดีหรือเลว แต่ให้เราตัดสินพิจารณาคนเราเองเป็นสำคัญ เพราะศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อย่าเห็นว่าใครโง่กว่า ใครฉลาดกว่า หรืออย่าเห็นว่าใครเสมอกับเรา อย่ารีบร้อนตีความพิพากษาหรือตัดสินใครในทันที ควรดูเขาให้ลึก ๆ จิตใจสงบเป็นกลาง ไม่มีอคติและไม่ลำเอียง

"ดร.วรภัทร" บอกว่า ความฉลาด ของคน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ฐาน

ฐานแรกสำคัญมาก เป็นความฉลาดของฐานกาย (sensing) เป็นการรู้ที่ร่างกายของเรา ซึ่งปัจจุบันคนเราขาดการเรียนรู้ฐานนี้กันมาก

ฐานที่สองมีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ความฉลาดที่ฐานใจ (feeling) เป็นเรื่องการรับรู้และจัดการทางอารมณ์

และฐานที่สาม ความฉลาดที่ฐานคิด (thinking) เป็นการใช้สมองซึ่งจะตามมาทีหลังเมื่อเราสามารถมีทั้งฐานกายและใจเป็นพื้นฐานที่ดี

"เวลาใช้ความคิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ จะต้องคิดในตอนที่จิตสงบเพราะปัญญาจะเกิดจากสติมา จิตสงบ ปัญญาเกิด เมื่อใดที่จิตไม่สงบ ปัญญาจะไม่ทำงาน หรือทำงานก็ทำงานแบบเฉโก (ฟุ้งซ่าน) ทำงานแบบสร้างแต่ปัญหา"

เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ทำให้ตัวเอง

ฉลาดขึ้น องค์กรฉลาดขึ้นในรูปแบบของ "ดร.วรภัทร์"

ในการนำหลักพุทธมาปรับใช้กับองค์กร "ดร.วรภัทร" แนะไว้ว่า บุคคลที่สำคัญอันดับหนึ่งเลย คือซีอีโอ

"ในช่วงที่ผ่านมา ซีอีโอ หรือผู้นำองค์กรส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากวัฒนธรรมตกในการบริหารจัดการองค์กร จนทำให้หลายคนกลายเป็นคนที่ตกไปในกล่องความคิดแคบ ๆ แต่ปัจจุบันซีอีโอส่วนหนึ่งได้เริ่มนำระบบการบริหารจัดการที่เน้นความเป็นมนุษย์ (soft side) เข้ามาบริหารงานมากกว่าแบบ hard side คือให้ความสำคัญในเรื่องอารมณ์ จิตใจเข้ามาพูดคุยกันภายในองค์กรมากขึ้น มีการเชิญเกจิอาจารย์ดัง ๆ มาสอนธรรมะในองค์กร"

วันนี้ต้องยอมรับว่า หลายองค์กรตกอยู่ในภาวะป่วย ป่วยอย่างไร "ดร.วรภัทร์" อธิบายว่า ผู้บริหารเหล่านี้ไม่มีความกล้าในการเปิดพื้นที่ทางใจในการเรียนรู้การบริหารจัดการแบบใหม่ ๆ ยังยึดติดอยู่กับแหล่งแนวทางที่มาจากภายนอก โดยไม่พยายามสร้างปัญญา องค์ความรู้จากภายในที่เป็นของตนเอง

คนกลุ่มนี้จึงมีข้อเสียที่สำคัญ นั่นคือ

ติดนิสัยชอบแซวคนอื่น คำพูดจะเป็นตัวทำลายพื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่ที่จะทำให้คนในองค์กรควรจะมีโอกาสใกล้ชิดกัน ทำให้ช่องว่างภายในองค์กรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลดีของการเปิดพื้นที่ทางใจที่ปลอดภัย (Space or safe zone) คือ พนักงานและลูกน้องจะมีความกล้าในการเสนอความคิดเห็นที่สร้างสรรค์อีกมากมาย ดังนั้นผู้บริหารควรทำตัวให้เหมือนศิราณี มีฐานใจเป็นที่ตั้ง

"ในโลกแถบตะวันตก การบริหารจัดการเดิมทีเป็นลักษณะแบบตะวันตก ในขณะที่ประเทศไทยมีการบริหารเป็นแบบตะวันออก แต่เมื่อสภาพสังคมโลกเปลี่ยนแปลงไปการบริหารจัดการงานในปัจจุบันโซนตะวันตกเน้นการนำมาผสมผสานกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เป็นลักษณะหยินหยาง คือ แบบ soft side กับแบบ hard side ผสมกัน แต่สำหรับบ้านเราเน้นเรื่อง hard side ค่อนข้างมาก ดังนั้นซีอีโอไทยในยุคนี้ จึงควรที่จะเปิดพื้นที่ทางใจเชื่อมต่อกับลูกน้องผ่านสื่อทันสมัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เอ็มเอสเอ็น"

"ดร.วรภัทร์" ให้ความกระจ่างในเรื่องความต่างของผู้บริหารในแนวตะวันออกและตะวันตก พร้อมชี้เห็นปัญหาและแนวทางแก้ไขในการบริหารจัดการองค์กรในแบบตะวันออกว่า สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ

1) ความเกรงใจ (I in me) ซีอีโอยังมีการวางมาด เกรงใจไม่กล้าพูดคุย ซักถามกับลูกน้อง

2) เปิดการโต้วาที (I in it) เริ่มนำเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยร่วมกันมากขึ้น

3) ฉันเข้าใจเธอ เธอเข้าใจฉัน (I see you) เห็นความสุข ความทุกข์ร้อน ขีดจำกัด และความสามารถของแต่ละฝ่าย

สุดท้ายคือ 4) การอยู่กับปัจจุบันไม่ยึดติดกับเหตุการณ์ต่าง ๆ คือปล่อยให้ผ่านมาแล้วผ่านไป

ซึ่งไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ตามสิ่งสำคัญที่สุด เจ้านายต้องพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น มองบริบทรอบตัวอย่างเป็นกลาง และควรให้มีการฝึกฝนซ้ำ ๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น การอบรมพนักงานก็ควรทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เหมือนการตีลูกเทนนิสหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้เกิดความชำนาญ คนญี่ปุ่นเรียกวิธีนี้ว่า "Repeat without thinking" คือไม่มีการสอนทฤษฎีใดจนกว่าจะผ่านการทำขั้นพื้นฐานได้ เน้นปัญญาฐานกายก่อน

อย่างที่รู้กันดีว่าระบบการทำงานภายในองค์กร คนกลุ่มใหญ่ขององค์กรคือ พนักงาน ดังนั้นเราจะใช้ความฉลาดอย่างไรจึงจะยกระดับตัวเองก้าวขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารได้ ?

"ดร.วรภัทร์" ย้ำเสมอว่า "เราควรเลือกใช้ความฉลาดในตัวบุคคลอย่างถูกต้องเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญหรือความสามารถของตัวบุคคลนั้น ๆ เพื่อสร้างองค์กรให้มีความฉลาดมากขึ้น ซึ่งกุญแจสำคัญอยู่ที่ซีอีโอ จะต้องเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นของทุกคน ไม่ควรยึดเอา ความคิดของตนเองเป็นหลัก เพราะตรงนี้คือปัญญาฐานใจที่สำคัญในการบริหารจัดการองค์กร ที่มากกว่านั้น จะต้องไม่มองข้ามครูที่สำคัญทางด้าน HR

การบริหารจัดการในแนวทางของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า คือผู้รู้ทั้ง 3 ฐาน เป็นผู้ตื่น (awakening) จากอวิชชา และเป็นผู้เบิกบาน เพราะท่านไม่ปล่อยให้ความคิดเฉโก ที่สำคัญท่านเป็นครูของมนุษย์และเทวดา ศาสตร์ต่าง ๆ ทางด้าน HR กูรู ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ได้ลอกเลียนกันต่อ ๆ มา แต่เมื่อสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นกำเนิดจริง ๆ จะพบว่าที่จริงแล้วทฤษฎีด้าน HR มาจากแหล่งเดียวกัน นั่นคือพุทธศาสนา

การเคารพในความแตกต่างถือเป็นก้าวแรกในการทำงานร่วมกันได้ ในการทำงานฝ่าย HR ก็เช่นเดียวกันเมื่อต้องคัดเลือกคนเพื่อเข้าทำงานในองค์กร ก็จะต้องให้ความสำคัญกับทุกคน จัดให้มีการล้อมวงคุยกันอย่างสม่ำเสมอระหว่างซีอีโอกับพนักงาน

ซีอีโอที่ดีจะต้องรู้จักที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพนักงานและลูกน้องเสมอ

ไม่มีการแบ่งเขต แบ่งชนชั้น แบ่งเกรด หากทำเช่นนี้ได้ก็จะซื้อใจพนักงานได้

"ศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์มีจิตใจกว้างขวางและขยันอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เมื่อเกิดนิวรณ์เข้ามาในจิตใจควรรีบขจัดทิ้งไปโดยเร็ว"

"ซีอีโอต้องอย่ากลัวความล้มเหลว และอย่ามองผลสำเร็จเพียงด้านอย่างเดียว เพราะความล้มเหลว คือบทเรียนก้าวแรกของการเริ่มต้นและพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป"

และนี่คือผลึกความคิดที่ "ดร.วรภัทร์" มองว่าเป็นฐานที่สำคัญที่จะให้ผู้บริหารองค์กรฉลาดได้อีก พนักงานองค์กรก็จะฉลาดได้อีก และสุดท้ายองค์กรฉลาดได้อีก

หน้า 31


วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4198  ประชาชาติธุรกิจ





จำนวนผู้ชม 7096 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์