การประเมินผลงานฝึกอบรม : การกำหนดเกณฑ์การประเมินโครงการ

การประเมินผลงานฝึกอบรม : การกำหนดเกณฑ์การประเมินโครงการ | การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



        การประเมินโครงการที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อถือได้ (Reliability) ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนและการดำเนินงานด้วยความเข้าใจ ทำให้ผู้ประเมินโครงการสามารถกำหนดมาตรฐานในการวัดและเปรียบเทียบผลการดำเนินงานอย่างชัดเจน  ดังนั้นก่อนการศึกษารายละเอียดในการกำหนดเกณฑ์การประเมินโครงการฝึกอบรม ผู้ศึกษาควรเข้าใจความหมายของคำศัพท์ ต่อไปนี้
 
        เกณฑ์ (Criterion) หมายถึง มาตรสำหรับกำหนดระดับหรือความสำเร็จในการเรียนรู้ของบุคคล โดยพิจารณาจากคุณสมบัติสำคัญซึ่งเป็นที่สนใจที่สามารถกำหนดและวัดได้อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม
 
        มาตรฐาน (Standard)  หมายถึง เป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินสิ่งที่ต้องการพิจารณา ปกติมาตรฐานในการประเมินการศึกษาและการฝึกอบรมจะพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของหลักสูตร (Curriculum Objectives) ว่าต้องการให้ผู้เข้ารับการอบรมเรียนรู้ มีพัฒนาการ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างไร ซึ่งมักจะหมายถึงวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives)
 
        การตัดสินใจ (Judgement) หมายถึง การนำเอาข้อมูลจากการวัดเปรียบเทียบกับมาตรฐาน เพื่อสรุปอย่างมีเหตุผลและคุณธรรมว่าระบบที่เราสนใจศึกษามีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ ตัวอย่างเช่นผู้เข้ารับการอบรมมีการเรียนรู้และพัฒนาการอย่างไร เป็นต้น
    
         ในทางปฏิบัติผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการประเมินโครงการจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ที่ใช้กับการประเมิน ซึ่งอาจจะทำได้ 2 วิธีดังต่อไปนี้
               
                1.) การกำหนดเกณฑ์สัมบูรณ์
 
         หมายถึง เกณฑ์การตัดสินใจที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและตายตัวโดยผู้ที่มีความรู้และผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ ทั้งนี้ผู้ประเมินโครงการฝึกอบรมจะจัดการสัมมนาระดมความคิด (Brainstroming) หรือใช้เทคนิค Delphi (Delphi Technique) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นมาประมวลและสรุปเป็นเกณฑ์สัมบูรณ์สำหรับการประเมินโครงการขึ้น นอกจากนี้ผู้ประเมินอาจใช้วีการอ้างอิง โดยนำเอาเกณฑ์ที่มีบุคคลอื่นกำหนดไว้แล้วมาใช้เป็นเกณฑ์สำหรับการประเมินโครงการปัจจุบัน เช่น การกำหนดเกณฑ์ระดับความพึงพอใจของบุคลากร (Employee Statisfaction)  จากการใช้แบบประเมินค่าชนิด 5 ระดับ ของ Likert ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินโครงการฝึกอบรม ผู้ประเมินอาจใช้คะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นแต่ละช่วงเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลของโครงการดังนี้
 
        ·  ระดับคะแนน  1.00 – 1.49  หมายถึง   ผลการประเมินอยู่ในระดับน้อยที่สุด
 
        ·  ระดับคะแนน  1.50 – 2.49  หมายถึง   ผลการประเมินอยู่ในระดับน้อย
 
        ·  ระดับคะแนน  2.50 – 3.49  หมายถึง   ผลการประเมินอยู่ในระดับปานกลาง
 
        ·   ระดับคะแนน  3.50 – 4.49  หมายถึง   ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก
 
        ·   ระดับคะแนน  4.50 – 5.00 หมายถึง   ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด
 
        เราจะเห็นว่า เกณฑ์สัมบูรณ์จะมีความแน่นอนและไม่ยืดหยุ่น ดังนั้นการใช้เกณฑ์สัมบูรณ์สำหรับประเมินโครงการมีข้อที่ควรพิจารณา 3 ประการต่อไปนี้
 
        1. เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นจะต้องสามารถตรวจสอบได้หรือกำหนดดรรชนี/ตัวบ่งชี้ (Indicator) ความสำเร็จตามเกณฑ์ได้ หมายถึง เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นจะต้องไม่สูงจนเกินไป เพราะหากกำหนดเกณฑ์ไว้สูงจนเกินไปแล้ว โอกาสที่จะสรุปผลการดำเนินโครงการฝึกอบรมผิดพลาดอาจเกิดขึ้นโดยทำให้ผู้ประเมินสรุปผลการศึกษาว่าโครงการประสบความล้มเหลวในการดำเนินงาน ทั้งที่ในทางปฏิบัติโครงการอาจจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
 
        2.  เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นต้องไม่ต่ำเกินไป เพราะหากำหนดเกณฑ์ที่ต่ำเกินไป จะไม่สามารถจำแนกประชากรกลุ่มที่คุณสมบัติเหมาะสมออกจากประชากรกลุ่มที่ขาดคุณสมบัติได้ โดยเฉพาะการประเมินการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เข้าอบรมอาจไม่ใส่ใจในการเรียนรู้ เพื่อผ่านการทดสอบ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่คุ้มค่าในการลงทุนประเมิน
 
        3.  เกณฑ์ที่กำหนดะต้องหาสิ่งที่เป็นเครื่องชี้วัด หรือตัวแทนความสำเร็จได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การกำหนดเกณฑ์ในการผ่านการฝึกอบรมว่าต้องได้ผลสัมฤทธิ์ในแต่ละกลุ่มวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ซึ่งตัวบ่งชี้การผ่านเกณฑ์ก็คือ คะแนนผลสัมฤทธิ์ในแต่ละกลุ่ม เป็นต้น
 
1.)  การกำหนดเกณฑ์สัมพันธ์
 
        หมายถึง การตัดสินผลการดำเนินงานของโครงการ โดยเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ของโครงการอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของโครงการเดิม เกณฑ์สัมพันธ์จะช่วยให้ผู้ประเมินโครงการมีทางเลือกในการตัดสินใจต่อโครงการได้หลายทาง ซึ่งต่างจากเกณฑ์สัมบูรณ์ที่ผู้ประเมินจะมีทางเลือกในการตัดสินใจเพียงทางเดียว เนื่องจากการประเมินโครงการเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยการเปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์ของทางเลือกต่างๆ ดังนั้นการเปรียบเทียบการดำเนินงานและผลการดำเนินงานโดยใช้เกณฑ์สัมพันธ์จึงมีความเหมาะสม แต่เกณฑ์สัมพันธ์ก็ได้รับการโต้แย้งว่า แต่ละโครงการย่อมีเงื่อนไขและสภาพการณ์อื่นๆ ที่เป็นข้อจำกัด ทำให้โครงการมีความแตกต่างกันอยู่โดยพื้นฐาน การเปรียบเทียบผลระหว่างโครงการซึ่งไม่อาจเปรียบเทียบกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมปัจจุบันข้อโต้แย้งดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติว่าในการประเมินโครงการสมควรใช้เกณฑ์สัมบูรณ์หรือเกณฑ์สัมพันธ์มากกว่ากัน
 
 
 
        มีนักวิชาการ บางท่านเช่น Cronbach และ Stake ให้ข้อคิดว่า การประเมินแต่ละโครงการควรจะใช้เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเฉพาะสำหรับประเมินโครงการฝึกอบรมนั้น หรือการประเมินโครงการฝึกอบรมควรใช้เกณฑ์สัมบูรณ์ทั้งสิ้น ขณะที่ศิริชัย กาญจนวาสี (2536) ให้ความเห็นว่า การประเมินก่อนการดำเนินโครงการ และการประเมินขณะดำเนินโครงการฝึกอบรมควรจะใช้เกณฑ์สัมบูรณ์ในการประเมิน และควรใช้เกณฑ์สัมพัทธ์ เพื่อทำการประเมินผลภายหลังสิ้นสุดโครงการ เพราะจะทำให้ผู้ประเมิน ทราบถึงมาตรฐานของโครงการฝึกอบรม เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับโครงการฝึกอบรมอื่นๆ ที่คล้ายกัน ซึ่ง รัตนะ บัวสนธ์(2540) สรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเกณฑ์ประเภทใดสำหรับการประเมินโครงการ ถ้าจะให้ได้เกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับและนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ที่มาของเกณฑ์ดังกล่าวควรมาจากหลายแหล่งรวมกัน ซึ่งประกอบด้วยคณะผู้จัดทำการประเมินโครงการฝึกอบรม ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าของโครงการและผู้รับผลกระทบจากโครงการ
 
 
 
 

ข้อมูลอ้างอิง : การประเมินผลงานฝึกอบรม
 
โดย  : ดร. ณัฎฐพงษ์ เขจรนันทน์
 
 
 
 
 




จำนวนผู้ชม 6125 ครั้ง




ข้อมูลบทเรียนออนไลน์ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์