เรื่องงี่เง่าที่ HR พึงหลีกเลี่ยง

เรื่องงี่เง่าที่ HR พึงหลีกเลี่ยง | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM


เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปบรรยายเรื่อง "Stupid Things HR Should Avoid" ให้บรรดานักบริหารและนักบริหาร HR ฟังที่โรงแรมแลนด์มาร์ค โดยการบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาเรื่อง "Are You and Your Human Capital Employable for 2005?" ซึ่งเป็นการจัดสัมมนาโดย Human Capital Management Club (HCM) โดยการสนับสนุนจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ...

ทั้งนี้โดยฐานะที่ผู้เขียนได้รับเกียรติเป็นที่ปรึกษาของ HCM และคุณ ปัทมาวลัย รัตนผล สุภาพสตรีคนเก่งด้าน HR อีกคนหนึ่งของเมืองไทย ที่รับหน้าที่เป็นประธานของ HCM ก็ได้มาปรึกษาหารือกันว่า ในยุคเศรษฐกิจค่อนข้างจะฝืดเคืองเพราะราคาน้ำมัน และความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุการณ์ก่อการร้ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เราน่าจะจัดสัมมนาใน หัวข้ออะไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจและชาว HR เพื่อที่จะได้นำพาธุรกิจและจัดระบบบริหารเรื่องคนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากที่สุด จากสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในปัจจุบัน ทำให้คุณปัทมาวลัยคิดว่าปัญหาที่ทุกคนกำลังวิตกก็คือว่า "ตัวของเรานี้ยังมีความสามารถพอที่จะได้รับการจ้างงานหรือไม่?"

และในส่วนของนายจ้างก็คงจะพิจารณาถึงคุณสมบัติของพนักงานของตนว่ายังมีคุณค่าพอ (ที่จะจ้างไว้) ในการทำงานให้บริษัทอยู่รอดได้หรือไม่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของหัวข้อในการสัมมนา ต่อจากนั้นผู้เขียนก็ได้พูดคุยกับคุณปัทมาวลัยต่อว่าแล้วเราควรจะมีข้อคิดอะไรดีๆ ให้ชาว HR ในปีนี้บ้าง ซึ่งก็มาลงเอยในหัวข้อที่ว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่ HR ควรเลิกปฏิบัติ เพราะจะทำให้ถูกมองว่าฉลาดน้อย หรือไม่เข้าท่า และนั่นก็คือ "Stupid Things HR Should Avoid"

แต่จู่ๆ จะให้ผู้เขียนมานั่งเทียนเขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ของตนเองคนเดียวก็คงจะไม่เหมาะและไม่ครอบคลุม กระนั้นเลยผู้เขียนจึงได้ทำการสำรวจข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหางานวิจัยและบทความต่างๆ ผนวกกับการโทรศัพท์พูดคุยกับบรรดาชาว HR มืออาชีพที่รู้จักแล้วก็ออกมาเป็นข้อสรุปที่ได้นำเสนอในงานสัมมนา และมาเผยแพร่ในคอลัมน์นี้ให้ผู้อ่านได้อ่านและขบคิดดูว่าจริงไหม...

คงต้องยอมรับว่าผู้ที่ทำงานทางด้าน HR เมื่อเปรียบเทียบกับแผนกงานอื่นแล้ว ค่อนข้างจะประสบกับความยากลำบากที่จะได้รับการยอมรับ ยกย่อง ชื่นชมเหมือนกับเจ้าหน้าที่แผนกงานอื่น แม้แต่สถานภาพของชาว HR ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความก้าวหน้าทางด้านการบริหารการจัดการ ก็ยังพบว่า ผู้บริหารยังให้ความสำคัญและเห็นคุณค่างาน HR เป็นเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าที่ให้ความสำคัญกับแผนกงานอื่น ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเหล่านี้คือ

n ผู้บริหารขาดความรู้ความเข้าใจงาน HR ทั้งนี้เป็นเพราะผู้บริหารระดับสูงส่วนมากมักเป็นผู้ที่เติบโตและได้รับการเลื่อนขั้นมาจากสายงานอื่น เช่น การเงิน การผลิต การตลาด เป็นต้น น้อยรายเต็มทีที่ CEO จะมา จากสาย HR เรื่องนี้ชาว HR คงไม่ปฏิเสธ

n งาน HR เป็นวิทยาการแขนงใหม่ที่เพิ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นศาสตร์ที่มีระบบ จึงไม่เป็นที่เข้าใจรู้จักของคนส่วนมาก ดูง่ายๆ คือเมื่อ 10 กว่าปีมานี้ สาขาวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์นั้นยังไม่ได้รับการเปิดเป็นหลักสูตรเฉพาะเจาะจง แต่มักเป็นวิชาเลือก หรือเป็นวิชาเอกแฝงอยู่ในหลักสูตรอื่น เช่น หลักสูตรบริหารธุรกิจ (เอกการจัดการ หรือ Management) หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ (เอกการบริหารบุคคล หรือ Personnel Management) หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ (เอกแรงงานสัมพันธ์ หรือ Labor Relations) เมื่อเป็นดังนี้ทำให้คนโดยทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจและรู้จักงาน HR ว่ามีความสำคัญอย่างไรบ้าง และสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้องค์กร

n คน HR เองไม่มีความสามารถ เนื่องจาก HRM เป็นศาสตร์ใหม่จึงยังไม่ค่อยมีคนจบการศึกษาทางด้านนี้โดยตรง โดยมากก็จะเป็นผู้เรียนวิชาเอกนี้ซึ่งแฝงอยู่ในหลักสูตรต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว หรือไม่ก็เป็นคนที่ทางผู้บริหารโอนมาจากสาขางานอื่น (กรณีที่เห็นว่าทำงานแผนกนั้นแล้วไม่ค่อยรุ่ง) แผนก HR จึงกลายเป็นที่รวมของคนขาดความเชี่ยวชาญ คนที่โดนโละมาจากแผนกอื่น ทำให้แผนกงานซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักถึงคุณค่าอยู่แล้ว เป็นแผนกงานที่ย่ำแย่ลงไปอีก และเมื่อคน HR ไม่มีความสามารถ งาน HR ก็ไร้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำให้ผู้บริหารเชื่อมั่นหนักแน่นขึ้นไปอีกว่า งาน HR ไม่มีคุณค่า วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์เช่นนี้แล... ทั้งหมดนี้คือภาพรวมโดยทั่วไปในอดีต แต่ไม่ได้หมายความว่า 100% เป็นอย่างนี้หมดนะคะ เพราะเดี๋ยวผู้บริหารที่เห็นงาน HR สำคัญ และคน HR ที่เก่งๆ ในอดีตจะสวดผู้เขียนเอาได้ แต่ทั้งหมดนี้คือภาพที่เกิดขึ้นในอดีต และในปัจจุบันก็ยังมีตกค้างอยู่ในบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง

มาเข้าประเด็นดีกว่าว่าทำอย่างไรชาว HR จึงจะสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่แผนกงาน HR และแก่ตนเองได้ ทั้งนี้มีเรื่องที่ชาว HR ทั้งหลายควรรับฟังว่าท่านได้เคยพลั้งเผลอมีพฤติกรรมที่พนักงานแผนกอื่นเขาแอบนินทาว่างี่เง่าหรือเปล่า ดังนี้

เรื่องงี่เง่าที่พึงเลี่ยง

ประการแรก : มัวมุ่งแต่งานประจำวัน จนพลาดเป้าธุรกิจ – Focusing on Routine Work, then, Losing Business Focus งาน HR นั้นสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ งานบริหาร (Administrative Work) และงานทางด้านกลยุทธ์ (Strategic Work) ในอดีตนั้นงานทางด้าน Human Resource Management ซึ่งถูกเรียกว่า Personnel Management ถูกมองว่าเป็นงานเกี่ยวกับ

1) การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร

2) การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร

3) การประเมินผล

4) การจัดระบบรางวัลผลตอบแทน

โดยจะไม่ค่อยเน้นเรื่องการวางแผนกลยุทธ์และเน้นหน้าที่งานเป็นฝ่ายรับหรือฝ่ายสนับสนุนมากกว่าจะเป็นฝ่ายรุก ทำให้คน HR ชินกับการทำงานตามใบสั่งหรือตามคำขอมากกว่าจะคิดค้นงาน และมักมองงานอยู่ในวงแคบๆ ภายในบริษัท เพราะการออกไปดูไปวิเคราะห์โลกภายนอกนั้นถูกมองว่าเป็นงานของผู้บริหาร หรืองานของแผนกอื่นที่ต้องติดต่อกับลูกค้าหรือสังคมภายนอกโดยตรง ด้วยวิธีคิดแบบนี้ทำให้โลกของ HR เป็นโลกแคบๆ ซึ่งงาน HR ในปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปโฉมไปแล้ว HR ต้องรู้จักติดตามความเคลื่อนไหวของโลกธุรกิจอย่างใกล้ชิด กว้างขวาง และลุ่มลึก เพื่อร่วมวางแผนกลยุทธ์กับผู้บริหารระดับสูง และสนองนโยบายได้อย่างรู้จริงและรู้ลึก

ประการที่สอง : คิดว่างาน HR คืองาน HR เท่านั้น ไม่เรียนรู้งาน แผนกอื่น – Misunderstanding that HR is purely HR and Not Learning from Other Functions คน HR มักถูกมองว่ารู้แต่งาน HR แต่ไม่เข้าใจงานแผนกอื่น พูดง่ายๆ คือ พูดกันไม่รู้เรื่อง คน HR ต้องพยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจว่าแผนกอื่นเขาทำงานกันมีคอนเซ็ปต์เป็นอย่างไร มีความต้องการอย่างไร มีกลยุทธ์การทำงานและมีเป้าธุรกิจอย่างไร เพราะงานของ HR ก็คือต้องให้บริการที่มีประสิทธิภาพและน่าประทับใจให้กับบรรดาลูกค้าภายในนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีหลายสิ่งที่ HR สามารถเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นมาปรับปรุงงานของตนเองได้ เช่น เรียนรู้หลักการ ประชาสัมพันธ์จากหน่วยประชาสัมพันธ์ หลักการตลาดและการขาย เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์งาน HR และสร้างความพอใจให้ลูกค้าของตนได้ดีขึ้น รู้จักนำหลักการขายมานำเสนอบริการ หรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อชนะใจเจ้านายแล้วได้งบประมาณมาจัดกิจกรรมต่างๆ นั้น เรียนรู้หลักบริหารงบประมาณและการเงินจากฝ่ายการเงินเพื่อทำงบ HR ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จะได้เข้าใจสถานะทางการเงินของบริษัทด้วย เป็นต้น

ประการที่สาม : ติดกับกฎจนขาดความยืดหยุ่น และเสียโอกาสทาง ธุรกิจ – Too Crazy about Rules, Losing Business Opportunities ใครๆ ก็ทราบว่ากฎระเบียบทั้งหลาย วินัยทั้งหลายนั้นมักได้รับการกำหนดควบคุมดูแลโดยฝ่าย HR จนหลายๆ คนระอาไปตามกันว่า จะทำอะไรที ต้องเขียนฟอร์มเยอะแยะไปหมด จนบางครั้งรอไม่ไหวทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจดีๆ HR พึงพิจารณาว่ากฎระเบียบที่มีอยู่นั้นข้อใดเป็นสิ่งจำเป็น ข้อใดควรยกเลิก ข้อใดปรับเปลี่ยนมีข้อยกเว้นได้ เพื่อสร้างความคล่องตัว ในการดำเนินงาน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก ไม่ใช่คำนึงถึงการปฏิบัติตามกฎเป็นหลัก ซึ่งการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก ทำให้ HR ต้องรู้จักว่าอะไรคือความเร่งด่วน (Sense of Urgency) นั่นเอง

ประการที่สี่ : ทำงานโดยใช้ความรู้สึกไม่มีตัวเลขอ้างอิง – Feeling Without Facts เป็นที่รู้กันว่าชาว HR โดยมากนั้นมักจบการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ เพราะฉะนั้นคณิตศาสตร์เลยไม่ค่อยแข็งแรงน่ะค่ะ สมัยปัจจุบันนี้ ไม่ชอบเลขไม่ด้ายยย... นะคะ เพราะผู้บริหารท่านไม่ฟังคนพูดโดยไม่มีงานวิจัยมาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้เห็นเป็นตัวเลข ก็เพราะธุรกิจทุกวันนี้เขาดูตัวเลขผลกำไร งบดุลกันทุกไตรมาส ดังนั้นคน HR ต้องหัดทำวิจัยมาปรับปรุงงานในหน้าที่ของตน เช่น การวิเคราะห์ความต้องการฝึกอบรม การสำรวจความพึงพอใจในงานของพนักงาน การประเมินผลงาน การสำรวจแนวโน้มเงินเดือน เป็นต้น

สำหรับปี 2005 นี้ ให้ชาว HR ปรับปรุงตนเองแค่เพียง 4 ประการนี้ ก็จะสร้างเครดิตให้ตนเองได้อีกอักโขแน่ๆ เลยค่ะ

 

ที่มา : www.jobjob.co.th





จำนวนผู้ชม 5343 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์