ลดภาระลูกน้องยุคน้ำมันแพง

ลดภาระลูกน้องยุคน้ำมันแพง | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM


เรื่องของราคาน้ำมันแพงเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ (และการเมือง) สืบเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนบัดนี้ปัญหาก็มิได้คลี่คลายไปเลย ราคาน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซินก็ขึ้นเอาๆ แม้ว่าบางปั๊มจะมีแก๊สโซฮอลล์ให้เติมก็ใช่ว่าราคาจะถูกกว่ากันมากมาย สรุปแล้วก็คือค่าครองชีพของเราทุกคนสูงขึ้น ไฟฟ้า น้ำประปา ค่าโดยสารรถประจำทาง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง ล้วนพร้อมใจกันขึ้นราคากันทั้งนั้น ทำให้ทุกคนเกิดความเครียด และโรคเครียดนี้ก็เป็นโรคที่รักษายากเสียด้วย ...

ไม่ใช่ว่าคนไทยเท่านั้นที่หน้าดำคร่ำเครียดเผชิญกับเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบครีมหน้าขาวยังเอาไว้ไม่อยู่ ฝรั่งผิวขาวชาวมะกันก็หน้าเครียดหน้าดำกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นเช่นกัน แต่การที่จะมานั่งเครียดโดยไม่หาทางแก้ไขก็คงจะไม่เกิดประโยชน์อันใด จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาว HR จับมือกับผู้บริหารและพนักงานหาหนทางลดความฝืดเคืองกันน่าจะเป็นทางออกที่สร้างสรรค์กว่า

ผู้เขียนได้ไปอ่านพบการสำรวจเรื่อง "Executives Acting to Reduce The Impact of Higher Gas Price" (ผู้บริหารมีการปฏิบัติที่ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างไร) ที่จัดโดยบริษัท Robert Half International Inc. (เป็นบริษัทจัดหาพนักงานด้านบัญชี การเงิน และ IT ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา) โดยงานสำรวจชิ้นนี้มีความน่าสนใจตรงที่เขาได้ไปสอบถามผู้บริหารระดับสูงจำนวน 150 คน จากบริษัทชั้นนำของสหรัฐ จำนวน 1,000 แห่ง ว่าได้ใช้นโยบายหรือแนวทางปฏิบัติอะไรบ้างในการรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันแพง นอกจากจะสอบถามผู้บริหารระดับสูงแล้ว ยังได้สำรวจข้อมูลจากพนักงานจำนวน 591 คนอีกด้วย

คิดว่าข้อมูลจากงานสำรวจชิ้นนี้น่าจะเป็นประโยชน์แก่คนบ้านเราในแง่ของการคิดหาแนวทางที่จะแก้ปัญหาหรือผ่อนภาระที่ทั้งองค์กรและลูกจ้างต้องแบกรับเรื่องน้ำมันแพงอันมีผลกระทบทำให้ค่าครองชีพในทุกๆ ด้านสูงขึ้น แนวคิดบางอย่างอาจจะใช้ได้เฉพาะในสภาพแวดล้อมของสหรัฐ แต่บางอย่างก็น่าจะนำมาปรับใช้ได้ในบ้านเรา นอกจากนี้ผู้เขียนจะได้นำเสนอแนวคิดของตนเองในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำมันแพงร่วมไปด้วย

ผลการสำรวจว่าผู้บริหารชาวอเมริกันมีวิธีปฏิบัติในการลดผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงอย่างไร โดย Robert Half International Inc.

ลำดับแรก : เพิ่มมาตรการเข้มงวดขึ้นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงาน วิธีการนี้มีบริษัทนิยมใช้มากถึง 47% ของผู้บริหารที่ได้รับการสำรวจ

ลำดับที่ 2 : อนุญาตหรือมีนโยบายให้พนักงานเป็นพนักงานแบบ "Telecommuter" มากขึ้น คำว่า Telecommuter นี้หมายถึงการที่พนักงานบางคนในบางแผนกของบริษัท เช่น แผนกการขาย การให้คำปรึกษา ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าออฟฟิศมาทำงานทุกวัน เพราะโดยหน้าที่การงานของพวกเขาทำให้มักต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานนอกสถานที่ หรือพวกที่ปรึกษาบางคนต้องไปประจำอยู่ที่สำนักงานของลูกค้าเป็นแรมเดือนก็มี พนักงานพวกนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีห้องทำงานเป็นสัดส่วนเหมือนอย่างพนักงานแผนกอื่นๆ ที่ต้องนั่งประจำออฟฟิศ เช่น แผนกต้อนรับลูกค้า หรือฝ่ายผลิต เป็นต้น ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน ประหยัดน้ำมัน และค่าเดินทางของพนักงานที่ต้องเดินทางจากบ้านมายังออฟฟิศ บริษัทหลายแห่งจึงมีนโยบายให้พนักงานทำตัวเป็น Telecommuter หรืออาจเรียกว่า "Mobile Worker" ก็ได้ กล่าวคือพนักงานพวกนี้จะไม่มีห้องทำงานเป็นเรื่องเป็นราวที่บริษัท แต่พวกเขาจะมีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่บริษัทจัดให้ อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ Laptop โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ (กรณีเป็นช่าง) ทำให้เขามีความพร้อมที่จะทำงานนอกสถานที่และไปพบลูกค้าตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว โดยการติดต่อมายังสำนักงานหรือหัวหน้าจะเป็นไปโดยผ่านการสื่อสารทางมือถือหรืออินเทอร์เน็ต นานๆ ทีจึงจะเข้าสำนักงานเสียที ซึ่งนโยบายเรื่อง Telecommuter นี้ พบว่ามีความแพร่หลายมากขึ้นในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และในการสำรวจครั้งนี้พบว่า 37% ของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการใช้นโยบายนี้ในการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ

ลำดับที่ 3 : ส่งเสริมให้พนักงานใช้วิธี "Carpooling" หรือหาเพื่อนร่วมทางในการใช้รถ โดยแทนที่จะขับรถแล้วมีตัวเองนั่งเพียงคนเดียวซึ่งไม่คุ้มค่าน้ำมัน ก็ให้หาเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ หรือเพื่อนบ้านที่มีเส้นทางการเดินทางเหมือนๆ กันหรือใกล้เคียงกันให้มานั่งรถคันเดียวกัน เพื่อช่วยกันจ่ายค่าน้ำมัน โดยผลัดกันคนละวัน เช่น วันนี้ฉันนั่งรถไปกับเธอ พรุ่งนี้เธอนั่งรถไปกับฉัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้คนในครอบครัวเดียวกันพยายามใช้รถไปไหนมาไหนด้วยกัน แทนที่จะขับรถกันคนละคัน ปรากฏว่านโยบายนี้มีผู้บริหารใช้ถึง 35%

ลำดับที่ 4 : อนุญาตให้พนักงานย้ายที่ทำงานไปทำงานในสาขาของบริษัทที่ใกล้บ้าน สำหรับบริษัทที่มีหลายสาขาคงสามารถนำนโยบายนี้ไปใช้ได้ เป็นแนวคิดแบบโซนนิ่ง (Zoning) คือต้องมีการสำรวจว่าพนักงานแต่ละแผนก แต่ละระดับชั้นมีนิวาสถานอยู่ที่ใด และทางบริษัทมีสาขาอยู่ที่ไหนบ้าง จะทำการจัดโยกย้ายพนักงานที่สมัครใจให้ไปทำงานในสาขาใกล้บ้านของตน สำหรับวิธีการนี้มีผู้บริหารใช้ถึง 31% ค่ะ

ลำดับที่ 5 : อนุมัติค่าเดินทางสำหรับพนักงานที่ใช้บริการขนส่งมวลชน ผู้บริหารของบริษัทบางแห่งสนับสนุนให้พนักงานเลิกหรือลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยอนุมัติให้ค่าเดินทางสำหรับพนักงานที่ไม่ใช้รถยนต์ แต่ใช้บริการขนส่งมวลชนแทน ทั้งนี้มีบริษัทเป็นจำนวน 14% ที่ใช้นโยบายนี้ อย่างไรก็ตามไม่มีรายละเอียดว่าทางบริษัทช่วยค่าเดินทางไป-กลับจากบ้านถึงสำนักงานบางส่วนหรือทั้งหมด

ลำดับที่ 6 : จัดรถขนส่งพนักงานจากบ้านถึงสำนักงาน นโยบายนี้นับว่าใจดีมาก แต่ค่าใช้จ่ายคงไปตกอยู่ที่บริษัท อย่างไรก็ตามถ้าบริษัทไม่มีนโยบายขึ้นเงินเดือน แต่อยากช่วยลดภาระค่าครองชีพของพนักงาน ก็สามารถจะกระทำได้ นโยบายนี้มีบริษัทจำนวน 8% ที่เข้าร่วมในการสำรวจใช้อยู่ค่ะ

ลำดับที่ 7 : ช่วยค่าน้ำมันพนักงาน มีอยู่ 6% ของบริษัทที่ได้รับการสำรวจช่วยออกค่าน้ำมันให้พนักงาน

ลำดับที่ 8 : ขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเพื่อลดภาระค่าน้ำมันแพง มีเพียง 4% ของบริษัทที่ได้รับการสำรวจใช้นโยบายนี้

ลำดับที่ 9 : ใช้ระบบ Teleconference ในการประชุม เพื่อที่พนักงานจะได้ไม่ต้องเดินทางจากที่ต่างๆ มาประชุม เป็นการประหยัดทั้งค่าน้ำมันและเวลาในการเดินทาง แต่มีเพียง 1% ของบริษัทที่ได้รับการสำรวจรายงานว่าใช้วิธีนี้ในการต่อสู้กับราคาน้ำมันแพง

เป็นอย่างไรบ้างคะ -- อ่านมาถึงตอนนี้คาดว่าแนวคิดแนวปฏิบัติของผู้บริหารฝั่งอเมริกาคงจะนำมาใช้ในบ้านเราได้หลายประการเลยทีเดียว ความจริงแล้วรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ในบ้านเราทั้งภาครัฐและเอกชนก็ช่วยกันออกมารณรงค์ให้ช่วยประหยัดน้ำมันและพลังงาน โดยมีโฆษณาให้ข้อมูลเรื่องการใช้รถยนต์ การใช้เครื่องไฟฟ้า การใช้เครื่องปรับอากาศให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าคนไทยเราบางส่วนยังไม่ตื่นตัวและให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ผู้เขียนคิดว่าปัญหาเรื่องการใช้พลังงานนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของจิตสำนึกและความรับผิดชอบที่ประชาชนแต่ละคนมีต่อตนเอง ต่อสังคม ประเทศชาติ และโลกโดยส่วนรวม การแก้ปัญหาจึงต้องทำกันโดยมุ่งที่จิตสำนึกเป็นสำคัญ นอกจากนี้การให้การศึกษาและข้อมูลที่ถูกต้อง รวมทั้งการมีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้พนักงานก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารจัดการและฝ่าย HR สามารถกระทำได้หลายวิธีด้วยกัน โดยผู้เขียนจะนำเสนอเรื่องนี้ต่อในสัปดาห์หน้าว่า ชาว HR อย่างเราจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำมันแพงได้อย่างไร สำหรับสัปดาห์นี้ขอเพียงจุดประกายให้ผู้บริหารนำไปคิดเป็นการบ้านว่าบริษัทคนไทยเราจะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อเทียบกับบริษัทในสหรัฐอเมริกา คนไทยเราต้องไม่แพ้ฝรั่ง...จริงไหมคะ?

 

ที่มา : www.jobjob.co.th





จำนวนผู้ชม 8324 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์