สถานการณ์ HR ปี 2007 ในจีน : โอกาสและขวากหนาม

สถานการณ์ HR ปี 2007 ในจีน : โอกาสและขวากหนาม | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM


Post Today - ในบรรดาประเทศทั้งหลายในทวีปเอเชียขณะนี้ คงไม่มีใครเนื้อหอมเกินจีนและอินเดียไปได้ เพราะเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับหลายพันปี ขนาดของประเทศก็ใหญ่โต มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย อีกทั้งจำนวนประชากรที่มีมากกว่าพันล้านคน นับเป็นตลาดใหม่ขนาดใหญ่ที่เย้ายวนใจเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยให้นักลงทุนจากต่างประเทศต่างมุ่งหน้าไปลงทุนขุดทองใน 2 ประเทศนี้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

 โดยเฉพาะจีน ซึ่งดูเหมือนจะได้เปรียบอินเดียอยู่มากตรงที่สถานการณ์การเมืองภายในวุ่นวายน้อยกว่าอินเดีย เพราะถึงจีนจะเปิดประเทศแล้วก็จริง แต่รัฐบาลก็ยังมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครอง ซึ่งแม้จะดูเป็นเผด็จการที่อาจจะไม่เอื้ออำนวยต่อระบบการค้าแบบเสรีอย่างเต็มที่ แต่ข้อดีก็มีตรงที่มีความมั่นคงทางการเมือง อันส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่นใจ พูดแล้วก็สะท้อนใจเมื่อหันมามองบ้านเราที่การเมืองยังผีเข้าผีออกอยู่... แต่ว่าเราหันมาคุยกันเรื่องสถานการณ์ HR ในเมืองจีนดีกว่านะคะ เดี๋ยวคอลัมน์นี้จะกลายเป็นคอลัมน์การเมืองไปเสีย ทั้งนี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความที่น่าสนใจเรื่องความพร้อมของแรงงานในจีนที่เขียนโดย Adrienne Fox จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อประดับความรู้

คงยังพอจำกันได้ว่าจีนได้ทำการปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และหลังจากนั้นมาจีนก็เติบโตแบบโตวันโตคืน รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและการศึกษาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นประเทศขนาดใหญ่และมีประชากรมาก การพัฒนาจึงยังกระจายไปไม่ทั่วถึงทั้งประเทศ แต่โดยภาพรวมแล้วก็ต้องนับถือว่ารัฐบาลจีนประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการพัฒนาประเทศ เพราะตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ในราว 10% และคาดว่าจะยังคงรักษาอัตราการเติบโตขนาดเลข 2 ตัวนี้ต่อไปได้ในอนาคตอีกระยะหนึ่งด้วย ว้าว !

มองแต่ในแง่บวกก็คงจะเห็นว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนที่เป็นไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดนี้ ได้นำมาซึ่งเม็ดเงินลงทุนอันมหาศาลเข้าสู่ประเทศ ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ มากมาย เป็นการสร้างงานให้แก่คนจีนในประเทศ และเป็นแรงผลักดันทางอ้อมให้มีการพัฒนาการศึกษา เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน นับแต่ปลายทศวรรษของปี ค.ศ.1970 ที่รัฐบาลจีนเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น โดยผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ลง ได้มีนักลงทุนจมูกไวรุ่นแรกๆ ที่ได้กลิ่นของโอกาสใหม่ๆ ในดินแดนนี้ และยิ่งเมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกของ WTO ก็ยิ่งทำให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจในจีนอย่างมีอิสระมากขึ้น และสร้างผลกำไรมากขึ้น

ตัวเลขสถิติจากสภาธุรกิจสหรัฐจีน เปิดเผยว่า หลังจากที่จีนได้เข้า WTO แล้ว อัตราการเติบโตทางด้านการลงทุนของสหรัฐในจีนได้เพิ่มจากปี 2001 ถึง 44% ในปี 2005 ตัวเลขการลงทุนสูงปรี๊ดๆ ขนาดนี้ ทำให้เศรษฐกิจของจีนต้องพุ่งไม่หยุดตามไปด้วย จากประเทศที่มีอุตสาหกรรมแบบใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน โดยเริ่มจากการทำชิ้นส่วนประกอบต่างๆ (Parts) ก็เริ่มมาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีบางอย่างเสียเอง คือกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางงานวิจัยคิดค้นต่างๆ (Research and Development หรือ R & D) มากขึ้น จากที่เคยก๊อบปี้ชิ้นงานหรือเทคโนโลยีของทางตะวันตกหรือญี่ปุ่น จีนก็เริ่มมีนวัตกรรมบางอย่างของตนเอง เช่น การผลิตคอมพิวเตอร์ PC และโน้ตบุ๊กที่มีระบบการใช้งานง่ายขึ้นสำหรับผู้ใช้ชาวจีน เป็นต้น

แล้วคนจีนพัฒนาตนเองทันกับเศรษฐกิจที่พัฒนาอย่างรวดเร็วหรือไม่?

หากพิจารณาโดยผิวเผิน บางท่านอาจคิดว่าจีนมีประชากรตั้ง 1.3 พันล้านคนในขณะนี้ แหม ! แรงงานเหลือเฟือ ใช่ค่ะ ! แรงงานน่ะมีล้นตลาด แต่แรงงานคุณภาพขาดตลาดค่ะ การที่มีบริษัทต่างชาติหรือหลายสัญชาติ (MNC) เข้าไปเปิดกิจการในจีน ซึ่งธุรกิจนั้นมีหลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ที่ปรึกษา การพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน โรงงานผลิตรถยนต์ ธุรกิจไฮเทคด้านคอมพิวเตอร์และ IT ฯลฯ ธุรกิจเหล่านี้แม้จะไปเปิดสำนักงานในจีน จะด้วยเหตุผลเพราะค่าจ้างแรงงานถูก หรือเพราะอยู่ใกล้แหล่งทรัพยากร หรือต้องการบุกเบิกสร้างตลาดใหม่ หรือด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม แต่ย่อมไม่ใช่เหตุผลที่ว่าต้องการลดคุณภาพของสินค้าและบริการ หรือลดขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจแน่ๆ

ใครๆ มักพูดว่า “ไม่มีของดีที่ราคาถูก” เช่นเดียวกันกับ “ของดีย่อมมีไม่มาก” ขณะนี้ประเทศจีนกำลังขาดทรัพยากรบุคคลที่มีคุณสมบัติพอเพียงที่จะทำงานกับบรรดาบริษัท MNC ทั้งหลาย สถาบัน McKinsey Global Institute ได้ทำการประเมินว่าจากตัวเลขของบัณฑิตชาวจีนจำนวน 4.9 ล้านคน ที่สำเร็จการศึกษาในปี 2006 นั้น มีเพียง 10% เท่านั้นที่มีทักษะที่จะทำงานใน MNC ได้ ซึ่งทักษะที่จำเป็นในการทำงานกับ MNC คือ ภาษา (อังกฤษ) ทักษะในการปฏิสัมพันธ์ (Interpersonal Skills) ทักษะและทัศนคติที่จะทำงานแบบเป็นทีม และการทำงานในชั่วโมงทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Working Hours)

ทำไมชาวจีนจึงไม่พร้อมที่จะทำงานกับ MNC?

แม้ว่าในประเทศจีนจะมีมหาวิทยาลัยเปิดสอนวิทยาการสมัยใหม่อยู่มากแห่งกระจายตามมณฑลต่างๆ แต่ Nick Chang ที่ปรึกษาซึ่งทำงานกับ Accenture ในกรุงปักกิ่ง ได้ให้ความเห็นว่า “การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะที่จะทำงานกับ MNC ในจีน เป็นเพราะระบบการศึกษาของจีนยังไม่ได้วิวัฒน์พอที่จะสอนทักษะที่ MNC มองหา” และเหตุผลสำคัญอีกประการที่ Chang มองเห็นก็คือ “ยังมีปัญหาเรื่องความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมอยู่” สำหรับเรื่องทักษะในด้านภาษาอังกฤษนั้น ในขณะนี้มีชาวจีนกำลังเร่งฝึกฝนภาษาอังกฤษอยู่ถึง 350 ล้านคน คาดว่าไม่นานนักคนจีนคงจะใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่แพ้ชาวอินเดียที่ได้เปรียบในเรื่องภาษาอังกฤษ
อีกมุมหนึ่งนั้นมาจาก Tom Peterson ผู้อำนวยการหลักสูตร Executive MBA ของ University of Southern California ในนครเซี่ยงไฮ้ ที่กล่าวว่า การขาดบุคลากรในจีนนั้น “เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผนวกกับการขาดแคลนบุคลากรที่มีการศึกษาในช่วงอายุหนึ่ง”

คำพูดของ Peterson มีความหมายว่าอย่างไร? Adrienne Fox อธิบายว่า จีนกำลังขาดบุคลากรในระดับผู้จัดการระดับกลางและระดับสูง ที่โดยปกติจะมีอายุอยู่ในช่วง 40–50 ปี ซึ่งชาวจีนที่มีอายุ 40–50 ปี ขณะนี้จะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนในช่วงปี ค.ศ.1966–1976 ซึ่งตอนนั้นระบบการศึกษายังเป็นระบบปิดที่อยู่ใต้แนวทางการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่แนวคิดแบบโลกเสรี

นอกจากจะขาดแคลนผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงแล้ว ใช่ว่าผู้บริหารระดับต้นหรือแรงงานโดยทั่วไปจะไม่ขาดแคลน ดังนั้น จึงมีความต้องการแรงงานในทุกระดับที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ และมีความรู้ด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่เป็นอย่างมาก ชาวจีนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวจึงสามารถเล่นตัวและโก่งราคาเงินเดือนได้สบายใจเฉิบ
นอกจากบริษัท MNC ที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะมาทำงานแล้ว บริษัทท้องถิ่นของชาวจีนที่ต้องการขยายกิจการออกนอกประเทศก็มีความต้องการแรงงานที่มีความสามารถทำงานในระดับอินเตอร์เช่นกัน ดังนั้น ทั้งบริษัท MNC และบริษัทท้องถิ่นจึงมีการแย่งตัวพนักงานเก่งๆ พวก Talent กันอย่างดุเดือด

อัตราการเข้า–ออก (Turnover Rate) ของพนักงานในจีน

เมื่อพนักงานระดับ Talent สามารถเล่นตัวได้ สิ่งนี้ย่อมมีผลทำให้อัตราการเปลี่ยนงานของพนักงานสูงอย่างไม่ต้องสงสัย จากการสำรวจเรื่องอัตราการเข้าออก หรือการเปลี่ยนงานของพนักงานระดับ Talent ในจีนในปี 2007 ที่จัดทำโดย The Society for Human Resource Management ร่วมกับ DDI พบว่า 73% ของพนักงานที่ถูกสำรวจ กล่าวว่า เพิ่งลาออกจากงานเดิม และอีก 22% บอกว่า กำลังคิดจะเปลี่ยนงาน และส่วนพนักงานระดับหัวหน้างานจะมีอายุงานมากกว่าพนักงานทั่วไปที่เป็นลูกน้อง แต่โดยเฉลี่ยแล้วอายุงานของหัวหน้าชาวจีนเหล่านี้ก็ยังมีไม่เกิน 2 ปี ! แสดงว่าหัวหน้างานก็เปลี่ยนงานบ่อย ประมาณทุก 2 ปีเช่นกัน...

คาดว่าคนที่ต้องทำงานด้าน HR ให้กับบริษัทในจีนขณะนี้คงจะปวดศีรษะไม่เบา เพราะการต่อสู้เพื่อแย่ง Talent นั้น เหมือนเป็นการทำสงครามรายวันเลยทีเดียว และนอกจากจะต้องวิตกเรื่องขาดคนแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนมองเห็นก็คือ จีนอาจจะขาดแรงงานที่มีฝีมือและมีความรู้ความสามารถที่ลึกซึ้งจริงๆ เพราะการที่พนักงานเปลี่ยนงานบ่อยเกินไป จะทำให้พนักงานไม่ได้พัฒนาทักษะอย่างเพียงพอในการทำงานกับองค์กรแต่ละแห่ง ทำให้ความรู้ไม่แน่นจริง แต่อาศัยที่ตลาดขาดแคลน จึงสามารถใช้ความรู้และทักษะที่พอมีอยู่บ้างในการต่อรองเงินเดือนและเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องการพัฒนาคนจึงน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของจีนต่อไปอีกหลายปี





จำนวนผู้ชม 4756 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์