ส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศ...แต่ทำไม่ครบสัญญา

ส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศ...แต่ทำไม่ครบสัญญา | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



การไปทำงานในต่างประเทศ บริษัทจัดหางานจะเป็นผู้หาแหล่งงานจากต่าง-ประเทศ พร้อมจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อนายจ้างต่างประเทศที่จะให้ลูกจ้างไปทำ ระยะเวลาในการทำงาน อัตราค่าจ้างที่จะได้รับ ลูกจ้างบางคนอาจมาติดต่อที่บริษัทจัดหางานโดยตรง หรือบางทีอาจมีนายหน้าไปติดต่อเพื่อหาลูกจ้างไปทำงานที่ต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย หรือค่านายหน้าก็แล้วแต่จะตกลงกัน ในคดีนี้เป็นกรณีที่บริษัทจัดหางาน ส่งลูกจ้างไปทำงานที่ต่างประเทศ โดยมีนายหน้าหาลูกจ้างมาให้ เพื่อไปทำงานต่างประเทศ มีระยะเวลา 2 ปี แต่ทำงานได้เพียง 4 เดือน นายจ้างต่างประเทศเกิดล้มละลายไม่สามารถจ้างต่อไปได้ ลูกจ้างจึงมาฟ้องเรียกค่าใช้จ่าย และค่าบริการที่ได้จ่ายไป ศาลฎีกาจะพิพากษาและให้เหตุผลอย่างไร

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์จัดส่งคนงานไปทำงานต่าง-ประเทศ โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนตุลาคม 2543 โจทก์สมัครไปทำงานกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่ามีงานให้ทำที่ไต้หวัน ค่าจ้างเดือนละ 15,840 ดอลลาร์ไต้หวัน ระยะเวลา 2 ปี โดยโจทก์เสียค่าใช้จ่าย และค่าบริการให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 185,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ไปทำสัญญากับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปทำงานที่ไต้หวัน โจทก์ทำงานได้ 4 เดือน นายจ้างล้มละลายไม่สามารถจ้างโจทก์ต่อได้ โจทก์จึงเดินทางกลับประเทศไทย และไปติดต่อขอรับเงินค่าใช้จ่าย และค่าบริการคืนจากจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกัน หรือแทนกันคืนเงิน 185,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จัดส่งโจทก์ไปทำงานต่างประเทศจริง โดยได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน 30,000 บาท จากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ติดต่อให้จำเลยที่ 1 จัดส่งโจทก์ไปแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าบริการ และค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ที่จำเลยที่ 2 โอนเงิน 500,000 บาท ให้นายธนาพร วงศ์คำแก้ว โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 นั้นไม่เป็นความจริง นายธนาพร มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดเป็นเงิน 30,000 บาท

จำเลยที่ 2 ให้การด้วยวาจาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าบริการ และค่าใช้จ่ายจากโจทก์กับเพื่อนที่มาสมัครงานอีกสองคน จำนวน 500,000 บาท แล้วจำเลยที่ 2 ได้โอนเงินให้นายธนาพร วงศ์คำแก้ว ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำนวน 502,500 บาท โจทก์ได้เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ แล้วโจทก์เดินทางกลับประเทศไทย และมาติดต่อขอรับเงินคืน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 185,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้หมายเรียกนายธนาพร พงศ์คำแก้ว เข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกนายธนาพร เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้โอนเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานที่ไต้หวันให้แก่นายธนาพร ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นตัวการของนายธนาพร เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการเข้ามาในคดีนี้แล้ว นายธนาพรในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ อย่างลูกหนี้ร่วม นายธนาพรจึงไม่อาจถูกจำเลยที่ 2 ฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 57 (3) (ก) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า เหตุที่โจทก์ไม่ได้ทำงานต่อไป เพราะนายจ้างที่ไต้หวันล้มละลาย มิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางาน และคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มาตรา 46 ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า

"ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานที่ต่างประเทศไม่สามารถจัดให้คนหางานเดินทางได้ภายในกำหนดเวลาตาม มาตรา 38 หรือในกรณีที่คนหางานไม่ได้งานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน หรือได้ค่าจ้างต่ำกว่า หรือได้ตำแหน่งงาน หรือสิทธิประโยชน์อื่นไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน และคนหางานไม่ประสงค์ที่จะทำงานนั้น ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เรียกเก็บจากคนหางานไปแล้วทั้งหมดให้แก่คนหางานภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ครบกำหนดเวลา ตามมาตรา 38 หรือนับแต่วันที่คนหางานเดินทางกลับถึงประเทศไทย แล้วแต่กรณีในกรณีที่คนหางานไม่สามารถทำงานได้จนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางานเพราะถูกเลิกจ้างโดยมิใช่สาเหตุจากคนหางาน ผู้รับอนุญาตต้องคืนค่าบริการ และค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางานไปแล้วเป็นอัตราส่วนกับระยะเวลาที่คนหางานได้ทำงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คนหางานขอรับคืน ฯลฯ"

ศาลแรงงาน ฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2543 โจทก์สมัครไปทำงานที่ไต้หวันกับจำเลยที่ 2 ที่บริษัท สยาม ที พี จำกัด โดยโจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 185,000 บาท ให้แก่พนักงานของ บริษัท สยาม ที พี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท ของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีงานให้ทำจึงส่งโจทก์ไปให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดส่งไป ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งโจทก์ไปทำงานที่ต่างประเทศ โจทก์เดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน แต่ได้ทำงานเพียง 4 เดือน ไม่ครบกำหนด นายจ้างล้มละลายไม่มีงานให้โจทก์ทำ โจทก์จึงเดินทางกลับประเทศไทย ดังนี้ เป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถทำงานได้จนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน เพราะโจทก์ถูกเลิกจ้าง โดยมิใช่สาเหตุจากโจทก์ แม้เหตุดังกล่าวจะมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดตามบทบัญญัติข้างต้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ได้ทำงานที่ไต้หวันตามสัญญาเป็นเวลา4 เดือน ก่อนที่นายจ้างจะล้มละลาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า โจทก์เดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน แต่ทำได้เพียง 4 เดือน ไม่ครบกำหนด ดังนี้ จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากโจทก์ไปแล้วเป็นอัตราส่วนกับระยะเวลาที่โจทก์ได้ทำงาน ตามบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น แต่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่า กำหนดระยะเวลาทำงานตามสัญญาจัดหางานมีเพียงใด ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาจึงยังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากโจทก์เป็นจำนวนเท่าใด จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้เสียก่อน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนจำนวนเงินที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ แล้วให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า กำหนดระยะเวลาทำงานของโจทก์ตามสัญญาจัดหางานมีเพียงใด แล้วกำหนดจำนวนเงินดังกล่าวเสียใหม่ และมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 636/2547)


ที่มา:Hr.Law โดย ยงยุทธ ไชยมิ่ง
ทนายความอาวุโส กลุ่มบริษัท บีแอลซีไอ กรุ๊ป จำกัด
โทร.0 2937 3773 โทรสาร 0 2937 3770 E-mail : [email protected]
นิตยสาร Recruit Update ฉบับที 421 วันที่ 1- 15 มีนาคม 2548่




จำนวนผู้ชม 2311 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์