พาแขกนายจ้างเที่ยว ฝ่าฝืนไม่ร้ายแรง

พาแขกนายจ้างเที่ยว ฝ่าฝืนไม่ร้ายแรง | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM


ฎีกา 60/2539   พาแขกนายจ้างเที่ยว ฝ่าฝืนไม่ร้ายแรง
ป.มท. ข้อ 47 (3) , ป.พ.พ. ม.538
 
 
นายกิตติศักดิ์  เจียมบัว                                             โจทก์
บริษัท ไม้ท่อนพัฒนา จำกัด กับ พวก                         จำเลย
 
โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้พาแขกที่มาพักโรงแรมของนายจ้างและซื้อบริการนำเที่ยวของนายจ้างออกไปเที่ยวนอกโรงแรม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้จัดการ เป็นความผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างในหัวข้อเรื่องระเบียบวินัย ข้อ 20.16 และข้อ 20.35 ซึ่งมิได้กำหนดไว้มีโทษสถานใด แต่นายจ้างสามารถลงโทษผู้ฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวได้เพียงการตักเตือนด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร ตัดค่าจ้าง พักงานหรือลดตำแหน่งจะเลิกจ้างทันทีมิได้ แม้นายจ้างจะมีคำสั่งกำชับมิให้ลูกจ้างฝ่าฝืนระเบียบวินัยดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างในกรณีร้ายแรง นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เมื่อเลิกจ้างแต่การที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบวินัยดังกล่าว ถือเป็นกรณีโจทก์จงใจขัดคำสั่งของนายจ้าง นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583
 
        -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
                โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
 
                จำเลยให้การต่อสู้คดี
 
                ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ได้พาชาวญี่ปุ่นที่พักโรงแรมของจำเลยและซื้อบริการนำเที่ยวจากจำเลยไปเที่ยวนอกโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้จัดการ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่มิใช่กรณีร้ายแรง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
 
                ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่พาแขกออกไปเที่ยวนอกโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้จัดการหรือผู้จัดการทั่วไปเป็นการกระทำเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ทำให้จำเลยที่1 ไม่มีพนักงานปฏิบัติหน้าที่แทนโจทก์ จำเลยที่1 จึงได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำของโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเป็นความผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 เอกสารหมายเลข จ.1 ในหัวข้อเรื่องระเบียบวินัย ข้อ 20.16 ที่กำหนดว่า ไม่พาหรือรับเชิญจากลูกค้าออกไปท่องเที่ยวจัดหาหรือซื้อของนอกโรงแรมของบริษัทไม่ว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และข้อ 20.36 ที่กำหนดว่า ไม่ออกนอกบริเวณโรงแรมในระหว่างเวลาปฏิบัติงานโดยมิได้รับอนุญาตจากหัวหน้าฝ่ายของตนหรือผู้รักษาการแทนเสียก่อน สำหรับโทษในกรณีกระทำผิดระเบียบวินัย มีกำหนดไว้ในข้อ 19 ว่า ลูกจ้างผู้ใดที่ละเมิดหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน บริษัทอาจพิจารณาลงโทษลูกจ้างตามความหนักเบาของการฝ่าฝืนนั้น ดังนั้น
 
                19.1 ตักเตือนด้วยวาจาหรือตักเดือนเป็นลายลักษณ์อักษร
 
                19.2 ตัดค่าจ้างโดยมีการกำหนดระยะเวลา หรือพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 7 วัน
 
                19.3 ลดตำแหน่ง
 
                19.4 ปลดออกจากงาน
 
ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 มิได้กำหนดว่าการฝ่าฝืนระเบียบวินัยข้อใดที่ถือว่าเป็นกรณีร้ายแรง คงกำหนดไว้ว่า การฝ่าฝืนระเบียบวินัยตั้งแต่ข้อ 20.52 ถึงข้อ 20.69 จะถูกลงโทษโดยการปลดออกจากงาน ส่วนการฝ่าฝืนระเบียบวินัย 20.1 ถึงข้อ 20.51 มิได้กำหนดไว้ว่ามีโทษสถานใด แต่จำเลยที่ 1 สามารถลงโทษพนักงานหรือลูกจ้างที่ฝ่าฝืนระเบียบวินัยข้อดังกล่าวได้เพียงการตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ตัดค่าจ้าง หรือลดตำแหน่ง ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 19.1 ถึง 19.3 เท่านั้น จะเลิกจ้างทันทีมิได้แสดงว่าจำเลยที่ 1 ถือว่าการฝ่าฝืนระเบียบวินัยตั้งแต่ข้อ 20.51 ถึงข้อ 20.69 เป็นการฝ่าฝืนระเบียบวินัยตามข้อ 20.14 และข้อ 20.35 และแม้จำเลยที่ 1 จะได้มีคำสั่งกำชับมิให้ลูกจ้างและพนักงานฝ่าฝืนระเบียบวินัยดังกล่าวตามเอกสารหมายเลข จ.1 ก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรงจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(4) คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
 
                จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อไปว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยการพาแขกซึ่งมาพักที่โรงแรมของจำเลยที่ 1  ไปเที่ยวนอกโรงแรมโดยไม่ได้อนุญาตจึงเป็นกรณีที่โจทก์จงใจขัดคำสั่งของนายจ้างที่กำหนดโดยข้อบังคับ จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่า โจทก์ มิได้กระทำการใดๆ ตามบทบัญญัติดังกล่าว และพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฏีกา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น
 
                พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
 
 
 
 
ชะลอ       บุญยเนตร
พรชัย      สมรรถเวช
ธวัชชัย     พิทักษพล



จำนวนผู้ชม 2034 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์