ประโยชน์เพิ่มของ “พนักงาน” : เรื่อง ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางและที่พัก

ประโยชน์เพิ่มของ “พนักงาน” : เรื่อง ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางและที่พัก | การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



เรื่อง : ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางและที่พัก
 
ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42 (1) ได้กำหนดยกเว้นภาษีเงินได้ในกรณีค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าที่พักไว้ ดังนี้
(1) ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น
 
เนื่องจากบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรไม่ได้มีการให้คำนิยามศัพท์หรือความหมายของคำว่า “ เบี้ยเลี้ยง ” ไว้จึงต้องใช้ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถานที่ว่า หมายถึง เงินที่จ่ายให้เป็นค่าอาหารประจำวันในกรณีที่ออกทำงานนอกสถานที่ตั้งประจำ ด้วยเหตุนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงจึงหมายถึงเฉพาะแต่ค่าอาหารประจำวันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเดินทางของลูกค้าก็อาจจะมีการพักในระหว่างที่ไปปฏิบัติงานทั้งในประเทศหรือต่างประเทศด้วย ดังนั้นในความหมายของคำว่าเบี้ยเลี้ยงที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ จึงรวมไปถึงค่าที่พักที่เกี่ยวเนื่องกับการไปปฏิบัติงานดังกล่าว
 
ประเด็นที่ควรพิจารณา :  เมื่อความหมายของคำว่า “ เบี้ยเลี้ยง ” ตามพจนานุกรมฯ ได้กล่าวถึงการจ่ายเฉพาะกรณีที่ “ ออกทำงานนอกสถานที่ตั้งประจำ ” ก็แสดงว่า การทำงานของพนักงานหรือลูกจ้างจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการคือ ฝ่ายที่ทำงานในสำนักงานเป็นหน้าที่ประจำ กับฝ่ายที่ออกไปทำงานนอกสำนักงานเป็นหน้าที่ประจำ อาที ฝ่ายที่ทำบัญชีประจำสำนักงาน หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์/ต้อนรับจะอยู่ประจำสำนักงาน ส่วนฝ่ายที่ต้องจัดส่งหนังสือหรือฝ่ายการตลาดที่ต้องออกจากสำนักงานอยู่เป็นประจำตามหน้าที่ กรณีฝ่ายหลังนี้จะไม่อยู่ในความหมายของคำว่า“ เบี้ยเลี้ยง ” ตามพจนานุกรมฯ ดังนั้น การยกเว้นภาษีเงินได้ในค่าเบี้ยเลี้ยง ( รวมค่าที่พัก ) ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ทางกรมสรรพากรจึงพิจารณายกเว้นภาษีเงินได้ให้เฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยง ( รวมค่าที่พัก ) ที่พนักงานหรือลูกจ้างได้ออกไปปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนตามคำสั่งของนายจ้างเป็น “ บางครั้ง/บางคราว ” เท่านั้น โดยหน้าที่ประจำของพนักงานหรือลูกจ้างผู้นั้น เป็นหน้าที่ที่ต้องทำงานประจำสำนักงาน ดังพิจารณาได้จากคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
 
ข้อสังเกต: จะเห็นได้จากคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.59/2538 ฯ ซึ่งมีข้อความที่ว่า “... ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว ” จึงจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ไม่ต้องรวมคำนวณกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษี ดังนั้นถ้าให้เบี้ยเลี้ยงเดินทางเป็นประจำเพราะมีหน้าที่ที่ลูกจ้างต้องออกไปเป็นประจำ ก็จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ในเบี้ยเลี้ยงเดินทางนั้นๆ ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ต่อไป นอกจากนี้ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.59/2538ฯ ยังได้อ้างอิงเทียบเคียงกับอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุด ที่ทางราชการกำหนดให้ข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกาฯ ในลักษณะของการเบิกจ่ายที่เป็นการ “ เหมาจ่าย ” ไม่ต้องมีหลักฐานมาพิสูจน์การจ่ายเงิน แต่ถ้าจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดของทางราชการ กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามว่าจะกระทำไม่ได้ แต่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์ในส่วนที่เกินนั้นด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อดูความสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่พนักงาน หรือลูกจ้างต้องไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นจริงๆนั่นเอง
 
หมายเหตุ : ในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ของลูกจ้างตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.59/2538ฯ ทางลูกจ้างต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้าง โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่นั้นๆด้วย อีกทั้งกรณีของหลักฐานที่ลูกจ้างต้องนำมาพิสูจน์เมื่อได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงของทางราชการ ถ้าผู้รับเงินที่ลูกจ้างได้จ่ายให้ไปไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงินออกให้ ตัวลูกจ้างก็ควรนำหลักฐานใบสำคัญจ่ายเงินของนายจ้างไปให้บุคคลผู้นั้นเซ็นชื่อรับเงินพร้อมที่อยู่และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่รับรองความถูกต้องแล้ว เพื่อให้ทางกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบได้ต่อไป
 
หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0802/16936 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2527 : กรณีพนักงานได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาเป็นรายเดือน ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับยกเว้นภาษีดาตามมาตรา 42 (1)แห่งประมวลรัษฎากร
 
หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0802/6054 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2529 : บริษัทจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเป็นวิทยากร ค่าใช้จ่ายที่บริษัทจ่ายให้เป็นค่าที่พัก  ค่าอาหารของวิทยากรขณะที่พักอยู่ในประเทศไทย โดยบริษัทให้โรงแรมส่งบิลมาเรียกเก็บจากบริษัทโดยตรง และค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับของวิทยากร โดยบริษัทจะส่งตั๋วไปให้หรือให้วิทยากรซื้อตั๋วเองแล้วมาเบิกจากบริษัท ค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบินดังกล่าว บริษัทผู้จ่ายไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนการจ่ายค่าบรรยาย บริษัทผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
 
หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0802/3548 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2534 : เงินค่าเบี้ยเลี้ยงที่จะได้รับยกเว้น ภาษีเงินได้ส่วนบุคคลธรรมดาของลูกจ้างตามมาตรา 42 (1) จะต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างออกไปทำงานนอกสำนักงานเป็นการชั่วคราว หากเป็นการปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานเป็นประจำหรือเป็นการถาวรแล้วไม่ได้รับยกเว้นภาษี กรณีที่บริษัทได้รับโครงการในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานโครงการระยะยาว มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี บริษัทต้องส่งพนักงานออกไปปฏิบัติงานประจำโครงการที่ต่างจังหวัด ได้จ่ายเบี้ยเลี้ยงเป็นการเหมาจ่ายให้แก่พนักงานในระดับต่างๆ ค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นการจ่ายตอบแทนให้แก่ลูกจ้างที่มีลักษณะต้องปฏิบัติหน้าที่นอกสำนักงานประจำ จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

 





จำนวนผู้ชม 21900 ครั้ง




ข้อมูลบทเรียนออนไลน์ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์