นักวิจัยเอเชียห่วง "สังคมสูงวัย" กระทบค่าใช้จ่ายสุขภาพ-ตลาดแรงงาน

นักวิจัยเอเชียห่วง "สังคมสูงวัย" กระทบค่าใช้จ่ายสุขภาพ-ตลาดแรงงาน | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



เนื่องจากการวางแผนโครงสร้างครอบครัวของคนทั่วโลกส่วนใหญ่มีอัตราการเกิดลดลง ขณะที่มีจำนวนผู้สูงอายุยืนยาวขึ้น นั่นหมายความว่าทั่วทั้งโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยชี้ให้เห็นว่าประชากรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงาน ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักที่สำคัญของประเทศ ส่งผลให้การบริหารจัดการจึงมีความสำคัญมากในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความยากจนของประชากรในแต่ละประเทศเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อสะท้อนปัญหาและวิธีการจัดการโดยเฉพาะในเอเชียได้ชัดขึ้น ทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จึงร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรมหาวิทยาลัยนิฮอน (NUPRI) จัดการประชุมทางวิชาการภูมิภาคเอเชีย เรื่องการโอนระหว่างรุ่นประชากรสูงอายุ และการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนจากองค์กรศูนย์การวิจัยเพื่อการพัฒนา (IDRC) ประเทศแคนาดา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างนักวิชาการ และสถาบันวิจัยจาก 5 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน, อินเดีย, ฟิลิปปินส์, ไทย และเวียดนาม โดยทำการศึกษาปัญหานี้มาตั้งแต่ปี 2553 เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการเปลี่ยนแปลงประชากรใน 5 ประเทศเอเชีย

เริ่มจาก "ศ.หลิง ลี" และ "ดร.คิวลิน เฉิน" ทีมนักวิจัยจากประเทศจีน นำเสนอในมุมมองที่ว่า เนื่องจากจีนมีประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 12 ในปี 2553 ดังนั้น จากการคำนวณจึงพบว่า จะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งในสามของประชากรรวมในปี 2593 ส่งผลให้จีนมีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก และถึงแม้ว่ารายได้ต่อประชากรยังอยู่ในระดับปานกลาง แต่ระบบความคุ้มครองทางสังคมยังนับว่าล้าหลังมาก

จากการศึกษาดัง กล่าว "ดร.คิวลิน" พบสาเหตุหลายประการ คือ 1.การให้เงินช่วยเหลือจากครอบครัวแก่ผู้สูงอายุกำลังหดหาย ขณะที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐกลับมีบทบาทขึ้น 2.ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มช่วงอายุ (ในช่วงปี 2545-2552) และกำลังจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับผู้สูงอายุ

"เราคาด ว่าค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสุขภาพจากรัฐบาลจะเพิ่มเป็นร้อยละ 8.1 ของ GDP ในปี 2573 และจะสูงขึ้นเป็นร้อยละ 11.5 ของ GDP ในปี 2595 ซึ่งถือว่าจีนจะเข้าสู่สถานการณ์ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่น่าเป็นห่วง ดังนั้น ผู้วางนโยบายจีนจะต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้โครงการสุขภาพดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน"

อีกประเทศที่มี ปัญหาด้านประชากรที่มากเป็นอันดับสองของโลกอย่าง อินเดีย ซึ่งจากการวิจัยของ "ศ.ไลชแรม ลาดูซิง" จากสถาบันประชากรศึกษานานาชาติ (IIPS) และ "ศ.นารา ยาณา" จากสถาบันการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ (ISEC) คาดว่าสัดส่วนของประชากรที่อายุต่ำกว่า 20 ปี จะลดลงจากร้อยละ 41 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 22 ในปี 2593

ขณะที่สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจากร้อยละ 8 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 19 ในปี 2593 และ จากการศึกษา "ศ.ไลชแรม" พบว่า ประชากรสูงอายุจะต้องพึ่งรายได้จากทรัพย์สินและการออม เนื่องจากอินเดียไม่เหมือนกับประเทศในเอเชียที่ผู้สูงอายุจะได้รับการช่วย เหลือจากคนในครอบครัว และจากการศึกษาด้านความแตกต่างระหว่างเพศในการใช้จ่ายบริโภคด้านสุขภาพ การศึกษา และสินค้า พบว่าผู้ชายใช้จ่ายบริโภคมากกว่าผู้หญิง อาจเพราะสืบเนื่องจากความแตกต่างของรายได้ของผู้ชายที่มีมากกว่าผู้หญิงถึง 5.5 เท่า

ขณะที่เศรษฐกิจแรงงานในระบบมีประสิทธิภาพมากกว่าแรงงานนอก ระบบ ดังนั้น จึงต้องกำหนดนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแรงงานนอกระบบด้วยที่ สำคัญสำหรับรัฐบาล "ศ.นารา ยาณา" บอกว่า จะต้องเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มการช่วยเหลือด้านสุขภาพ บำนาญ และการคุ้มครองทางสังคมผู้สูงอายุให้ครอบคลุม และเพียงพอต่อประชากรสูงอายุทั้งประเทศ

ส่วนประเทศที่น่าสนใจในการ เพิ่มประชากรวัยเด็กด้วยอย่างฟิลิปปินส์ โดยมี "ดร.อานิเซโต ออร์เบตตา" และ "ไมเคิล อาบริโก" พบว่า จากเดิมที่ฟิลิปปินส์มีประชากร 88 ล้านคนในปี 2550 คาดว่าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 142 ล้านคนในปี 2583 หมายความว่าประชากรวัยเด็กจะมีอัตราเพิ่มขึ้นเช่นกัน

"ดร.อานิเซโต" บอกว่า ฟิลิปปินส์ต้องให้การลงทุนด้านการศึกษาและการบริการสุขภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อคำนวณประชากรวัยเรียนภายใต้ข้อสมมติของโครงสร้างการศึกษาที่ได้รับงบ ประมาณจากรัฐบาลและเอกชน พบว่าสัดส่วนของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาดูแลและจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาอย่างจริงจัง

ส่วนการคำนวณของกลุ่มผู้สูงอายุ "ไมเคิล" พบว่า ถ้าผู้สูงอายุมีรายได้จากการทำงานมากขึ้น รัฐบาลจะต้องวางนโยบายเพื่อส่ง เสริมให้ผู้สูงอายุอยู่ในตลาดแรงงานมากขึ้น ด้วยการลงทุนปรับปรุงภาวะสุขภาพ และความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น รวมทั้งจะต้องขยายโอกาสในการทำงานของผู้สูงอายุให้กว้างขึ้นด้วย

ประเด็น ที่เกิดในเวียดนามนั้น ทั้ง "ฟาม มิน ธู" และ "ฟาม วอก ตวน" ทีมวิจัยจากสถาบันแรงงาน วิทยาศาสตร์และการสังคม (ILSSA) พบว่า เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการลดอัตราการเกิดอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากอัตราการเกิดโดยรวมลดลงจากร้อยละ 5.25 ในปี 2522 เหลือเพียงร้อยละ 2 ในปี 2552 และประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 10 ในปี 2560 นั่นหมายความว่าเวียดนามจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในเวลาไม่นาน

"ฟาม มิน ธู" แนะนำว่า ให้เพิ่มการลงทุนในแรงงานเยาวชน พร้อมทั้งส่งเสริมให้สร้างงานนอกภาคเกษตร และเพื่อให้เกิดความคุ้มครอง รัฐจะต้องเข้าไปพัฒนาการคุ้มครองสำหรับแรงงานนอกระบบด้วยส่วนผลวิจัยจากทีม วิจัยประเทศไทย

"รศ.ดร.มัทนา พนานิรามัย" จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ "ทัศนาพร ขันทะยศ" จาก TDRI พบว่า ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างประชากรในเมืองและชนบท ทั้งด้านการศึกษา การบริโภค และรายได้จากการทำงาน

นอกจากนี้ยังพบว่า ค่าใช้จ่ายการบริโภคของภาครัฐเพิ่มเร็วขึ้นกว่าภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน ในช่วงปี 2547-2552 อัตราการเพิ่มของรายได้จากการทำงานต่อหัวต่ำกว่าอัตราการ เพิ่มของการบริโภคต่อหัว ซึ่งเป็นผลให้ค่าติดลบของค่าใช้จ่ายและรายได้ตลอดช่วงชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นสอง เท่า

"รศ.ดร.มัทนา" และทีมงานวิจัยจึงเสนอแนะด้านนโยบายว่า จะต้องเพิ่มการจ้างงานของผู้สูงอายุและผู้หญิง โดยการขยายอายุเกษียณ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานนอกระบบตั้งกองทุนการออมแห่ง ชาติ เพื่อเป็นหลักประกันยามชราภาพให้ผู้สูงอายุในอนาคต และปรับปรุงคุณภาพระบบบริการสุขภาพ เพื่อรองรับประชากรสูงอายุที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทฉะนั้น จะเห็นว่าการโอนประชาชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต่อมุมมองของ

"ศ.แอ นดรู เมสัน" หนึ่งในผู้พัฒนาโครงการวิจัยครั้งนี้ จากมหาวิทยาลัยฮาวาย มาโนอา บอกว่า โครงการนี้จะเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลการใช้ และการสะสมทรัพยากรทางเศรษฐกิจของคนในวัยต่าง ๆ

"เพื่อนำมากำหนด นโยบายที่เหมาะสมสำหรับการโอนทรัพยากรของคนระหว่างรุ่น ในการรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชากรกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และเตรียมความพร้อมของทุกช่วงวัย ทั้งวัยเด็ก วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ เพื่อให้ได้ผลอย่างต่อเนื่อง"

จึงจะทำให้ประชากรผู้สูงอายุมีคุณค่าต่อสังคม และประเทศชาติ !

 

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์




จำนวนผู้ชม 4073 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์