พฤติกรรม"โซเชียล เน็ตเวิร์ค" กับการพิจารณารับคนเข้าทำงาน

พฤติกรรม"โซเชียล เน็ตเวิร์ค" กับการพิจารณารับคนเข้าทำงาน | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



พฤติกรรมทาง "โซเชียล เน็ตเวิร์ค" เหมาะหรือไม่ใช้พิจารณารับคนเข้าทำงาน?

 

ต้องการคนที่เหมาะสมมาร่วมขับเคลื่อนองค์กร
 

แน่นอนว่าองค์กร ย่อมต้องการคนที่มีพฤติกรรมสอดคล้องกับวัฒนธรรมภายใน ไม่สร้างปัญหาให้กับองค์กร และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งรูปแบบเดิมของการตรวจสอบพฤติกรรมก่อนรับเข้าทำงาน คือ การสัมภาษณ์ผู้สมัคร ทำแบบสอบถามทางจิตวิทยา และสุ่มสอบถามไปยังเพื่อน หรือบุคคลอ้างอิงต่างๆ ที่ผู้สมัครให้ข้อมูลมา ฝ่ายบุคคลองค์กร ก็อยากได้เครื่องมือตรวจสอบพฤติกรรมผู้สมัครที่แม่นยำมากขึ้น การใช้วิธีการแบบเดิม อาจไม่เพียงพอ 
 

ในยุคโซเชียลมีเดีย ความเป็นตัวตนของบุคคลถูกสะท้อนออกมาบนพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว ฝ่ายบุคคลขององค์กรบางแห่ง ได้นำมาเป็นปัจจัยการพิจารณารับคนเข้าทำงาน คำถามคือ เหมาะหรือไม่กับการนำพฤติกรรมหรือตัวตนบุคคลทางโซเชียล เน็ตเวิร์คมาเป็นปัจจัยหนึ่งพิจารณารับคนเข้าทำงาน?
 

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northern Illinois ร่วมกับมหาวิทยาลัย Evansville และมหาวิทยาลัย Auburn มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาจำนวน 586 คน มีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเป็นแบบสอบถามทางจิตวิทยา และมีนักศึกษาจำนวน 274 คนที่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลจากโปรไฟล์บน เฟซบุ๊คเพื่อการวิจัยได้ โดยแต่ละคนจะเปิดให้อ่านข้อมูลแบบพับบลิก
 

จากนั้นโปรไฟล์ของแต่ละคนจะถูกวิเคราะห์และให้เกรดโดยผู้ประเมินตามหลัก “ทฤษฎีบุคลิกภาพตามปัจจัย 5 ประการ” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “Big Five Traits Theory” ได้แก่ Extraversion (ชอบเข้าสังคม ชอบแสดงออก) Conscientiousness (ความมีระเบียบวินัย มีเป้าหมายในการทำงาน) Agreeableness (ความเป็นมิตร ยอมรับซึ่งกันและกัน  ไว้เนื้อเชื่อใจ อดทนต่อสิ่งรอบข้าง) Emotional Stability (การรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียด การจัดการกับอารมณ์) Openness to Experience (ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ มีจินตนาการ มีความสนใจหลากหลาย) 
 

ในอีก 6 เดือนต่อมา กลุ่มตัวอย่างจะถูกเลือกเฉพาะคนที่มีงานทำและเต็มใจจะให้ข้อมูลของนายจ้างเท่านั้น จากจำนวน 274 คนในตอนแรก มาขั้นตอนนี้จะเหลือเพียง 69 คน จากนั้นทีมผู้วิจัยและประเมินจะติดต่อกับนายจ้างทำแบบสอบถาม ซึ่งเหลือจำนวน 56 คนเท่านั้นที่นายจ้างสมัครใจทำวิจัยครั้งนี้
 

โดยผลลัพธ์ที่ได้ สอดคล้องกันระหว่างข้อมูลทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาของตัวนักศึกษาเอง กับคะแนนการประเมินหน้าโปรไฟล์บนเฟซบุ๊คที่เป็นมุมมองของผู้ประเมิน และจากการสำรวจจากนายจ้างซึ่งเป็นมุมมองของคนที่รับเข้าทำงาน แม้ผลศึกษานี้จะไม่ชี้ชัดได้ว่า เนื้อหาสาระที่ถูกโพสต์ลงโซเชียล เน็ตเวิร์คจะไม่สามารถบอกได้ว่าผู้สมัครทำงานดีหรือไม่ดี แต่ก็บอกได้ว่า เนื้อหาสาระที่โพสต์เหล่านี้สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมาจริงๆ 
 

มีผลสำรวจจากบริษัท Reppler ที่สำรวจ recruiter กว่า 300 คน ว่าใช้ โซเชียล เน็ตเวิร์คของตัวบุคคลมาพิจารณาเป็นปัจจัยรับคนเข้าทำงานหรือไม่ โดยผลสำรวจ พบว่า 90% ของ recruiter เหล่านี้ นำโปรไฟล์บนโซเชียล เน็ตเวิร์คของผู้สมัคร มาพิจารณาด้วย มีถึง 69% ที่ปฏิเสธผู้สมัครเข้าทำงาน จากการอ่านโปรไฟล์บนโซเชียล เน็ตเวิร์คของผู้สมัครเหล่านี้ ขณะที่ 68% ของการรับคนเข้าทำงาน ก็เพราะอ่านจากโปรไฟล์ผู้สมัครบนโซเชียล เน็ตเวิร์คเช่นเดียวกัน
 

หลายคนอาจมองว่าไม่เหมาะสม ถ้าฝ่ายบุคคลจะใช้ โซเชียล เน็ตเวิร์ค มาเป็นปัจจัยในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน แต่ก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปัจจุบัน เริ่มมี recruiter หลายบริษัท ใช้วิธีนี้ในการคัดกรองคนบ้างแล้ว 
 

แม้กระทั่งในเมืองไทย อาจไม่ต้องถึงกับเลิกเล่น หรือโพสต์สร้างภาพคนดี มีอีกแอคเคาท์ไว้สร้างภาพ ขอแค่เราพยายามไม่โพสต์สิ่งที่ส่งผลกระทบด้านลบมากๆ กับตัวเราเองให้สาธารณชนรับรู้ เพราะอาจไม่ใช่เพียงฝ่ายบุคคลเท่านั้นที่เห็น แต่จะกลายเป็นเพื่อนทั้งหมดที่เรามีอยู่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ 
 

พฤติกรรมบางอย่าง บางครั้งเราก็ไม่ควรเปิดเผยให้กับคนทุกคน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจเราเสมอไป:)

 

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์





จำนวนผู้ชม 17071 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์