การเก็บ ขน บำบัด และกำจัดของเสียอันตรายทำได้อย่างไร?

การเก็บ ขน บำบัด และกำจัดของเสียอันตรายทำได้อย่างไร? | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



การเก็บ ขน บำบัด และกำจัดของเสียอันตราย มีหลักการจัดการเช่นเดียวกับการมีของเสียอันตรายไว้ครอบครอง คือ ขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ใช้ควบคุมของเสียอันตรายแต่ละชนิด ซึ่งสามารถสรุปได้คร่าว ๆ ดังนี้

  • พ. ร. บ. วัตถุอันตราย 2535 มีบทบัญญัติมาตรา 18 กำหนดของวัตถุอันตรายตามความรุนแรงและอันตรายในแต่ละ ชนิด และกำหนดระดับในการควบคุมที่ต่างกัน และมาตรา 20 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกประกาศกำหนดในเรื่องเกี่ยวกับการผลิต การนำเข้า การส่งออก การขนส่ง การเก็บรักษา การกำจัด และการทำลายวัตถุอันตราย
  • พ. ร. บ. สิ่งแวดล้อม 2535 มีบทบัญญัติอื่นนอกเหนือจากมาตรา 78 และมาตรา 79 ที่ สามารถนำมาใช้ในการดำเนิน งาน เช่น การประกาศกำหนดมาตราฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดตามมาตรา 55 การจัดให้มีระบบกำจัดของเสียรวมและมาตรการในการตรวจสอบควบคุม เป็นต้น
  • พระราชบัญญัติโรงงาน พ. ศ. 2535 มีบทบัญญัติกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกข้อกำหนดมาตร ฐาน และวิธีการควบคุม การปล่อยของเสีย มลพิษ หรือสิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการประกอบกิจการโรงงานได้ตามมาตรา 8(5) ซึ่งปรากฏว่ามีกฎกระทรวงออกมา 2 ฉบับ

    1). กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ( พ. ศ.2535) กำหนดเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยของเสีย โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการแยกเก็บสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วซึ่งมีวัตถุมีพิษปนเปื้อนไว้ในที่รองรับหรือภาชนะแยกต่างหากอย่างเหมาะสม และต้องกำจัดด้วยวิธีการที่ปลอดภัย และหากของเสียดังกล่าวมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด มิให้นำออกนอกบริเวณโรงงานเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมโรงงานกรมอุตสาหกรรมให้นำออกไปเพื่อทำลายฤทธ์ กำจัด ทิ้ง ฝัง เคลื่อนย้ายและขนส่ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดเสียก่อน

2). กฎกระทรวงฉบับที่ 3 ( พ. ศ.2535) กำหนดให้โรงงานที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมตามที่รัฐมนตรีกำหนด ต้องจัดทำรายงานการตรวจสอบประสิทธิภาพการป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ การวิเคราะห์ปริมาณสารมลพิษในระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม ผู้ฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 100,000 บาท

  • พระราชบัญญัติการปิโตรเลียม พ. ศ. 2514 มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับของเสียอันตรายในมาตรา 75 กำหนดให้ผู้รับสัมปทานต้องมีมาตรการตามวิธีการปฏิบัติงานปิโตรเลียมที่ดี เพื่อมิให้ที่อื่น ๆ โสโครกด้วยน้ำมัน และหากเกิดโสโครกก็ทำให้บำบัดโดยเร็ว
  • พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ. ศ. 2456 แก้ไขใหม่โดย พระราชบัญญัติการเดินเรือในน้ำน่านไทย ( ฉบับที่ 14) พ. ศ. 2535 มาตรา 119 ห้ามมิให้มีการเทน้ำ หิน กรวด ทราย ดิน โคลน อับเฉา สิ่งของปฏิกูลใด ๆ รวมทั้งน้ำมัน และเคมีภัณฑ์ลงในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือทะเลภายในน่านน้ำอันเป็นเหตุให้เกิดความตื้นเขินตกตะกอนหรือสกปรก นอกจากได้รับอนุญาติจากกรมเจ้าท่า หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท และต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการขจัดสิ่งเหล่านั้นด้วย และมาตรา 119 ทวิ กำหนดห้ามมิให้มีการเท ทิ้ง น้ำมัน และเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งใด ๆ ลงแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างอาบน้ำ หรือทะเลสาบ ที่เป็นทางสัญจรทางน้ำ หรือทะเลในน่านน้ำไทยอันเป็นเหตุให้เกิดเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมหรืออันตรายต่อการเดินเรือ หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท และต้องชดใช้ในการแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วย
  • พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ. ศ. 2504 มีบทบัญญัติควบคุมการนำเข้าหรือส่งออกวัสดุนิวเคลียร์พิเศษ วัสดุพลอยได้หรือวัสดุต้นกำลัง ( มาตรา 13) ทั้งนี้มีกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องออกมา 1 ฉบับ คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ( พ. ศ2504) เพื่อควบคุมการเก็บรักษา ( ข้อ 10) และกำหนดให้การทิ้งหรือขจัดวัสดุกัมมันตรังสี ต้องปฏิบัติตามหลักวิธีการที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบเป็นหนังสือ ( ข้อ 11)
  • พระราชบัญญัติแร่ พ. ศ. 2510 มีบทบัญญัติที่ควบคุมเกี่ยวกับแร่เป็นพิษ โดยกำหนดไว้ในมาตรา 69 กำหนดให้การทำ เหมือง หรือการแต่งแร่ ห้ามมิให้ผู้ถือประทานบัตรกระทำ หรือละเว้นการกระทำที่ทำให้แร่ที่มีพิษ หรือสิ่งอื่นที่มีพิษเกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือทรัพย์สิน ถ้าฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และอาจถูกเพิกถอนประทานบัตร
  • พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ. ศ. 2535 มีบทบัญญัติในมาตรา 25 เรื่อง เหตุรำคาญ คือ การก่อให้เกิดความ เดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง หรือ ผู้ที่ต้องประสบกับเหตุเกี่ยวกับการเททิ้งละอองของสารพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดรังสีสิ่งมีพิษ ตลอดจนเป็นเหตุทำให้อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพถือว่าเป็นเหตุรำคาญอย่างหนึ่ง

นอกจากบทบัญญัติของกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว การจัดการของเสียอันตรายยังถูกควบคุมโดย พ. ร. บ. สิ่งแวดล้อม 2535 มาตรา 79 ที่ได้กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายใดไว้โดยเฉพาะ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมมลพิษมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดและประเภทของของอันตรายให้อยู่ในความควบคุม และให้กำหนดหลักเกณฑ์ มาตรการ และวิธีการในการจัดการต่าง ๆ ให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การเก็บ ขน บำบัด และกำจัดของเสียอันตรายมีข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่หลายฉบับ อย่างไรก็ตาม การเก็บ ขน การบำบัด และการกำจัดของเสียอันตราย นอกจากต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ๆ แล้ว ยังต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักวิชาการด้วย

 

มีที่ไหนบ้างที่รับกำจัดของเสียอันตราย?


รายชื่อตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งในการดำเนินการกำจัดกาก เพื่อการจัดหารวบรวมและขนส่ง    การกำจัดของเสียอันตรายในปัจจุบัน มีศูนย์บริการกำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมที่เป็นที่รู้จักทั่วไป คือ แสมดำ และเจนโก้ อื่นๆโปรดติดต่อที่สำนักเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม

ศูนย์บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมแสมดำ ( ศูนย์ฯ แสมดำ) ตั้งอยู่ที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์บริการกำจัดกากอุตรสาหกรรมที่กรมโรงงานอุตรสาหกรรมสร้างแล้วให้เอกชนเช่าดำเนินการ เปิดบริการเมื่อประมาณปี พ. ศ. 2531 มีระบบทำลายฤทธิ์ประกอบด้วยระบบทำลายฤทธิ์น้ำเสียจากโรงงานชุบโลหะ ระบบทำลายฤทธิ์น้ำเสียจากโรงงานฟอกย้อม และระบบทำลายฤทธิ์การตะกอนหรือของแข็ง โดยการเติมสารส้ม ปูนขาว เกลือกำมะถัน หรือปูนซีเมนต์ แล้วนำไปฝังที่ศูนย์บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมราชบุรี ( ศูนย์ฯ ราชบุรี) ซึ่งเป็นส่วนขยายของศูนย์ฯ แสมดำ ในลักษณะฝั่งกลบอย่างปลอดภัย

ศูนย์บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่จังหวัดระยอง ( เรารู้จักกันในโดยทั่วไปในชื่อ เจนโก้) เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกรมโรงงานอุตรสาหกรรมและบริษัทเอกชน ได้แก่ บริษัท จี. ซี. เอ็น. โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อจัดตั้งบริษัทบริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด ( เจนโก้) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด การดำเนินงานมี 3 ระยะ คือระยะที่ 1 เป็นการปรับเสถียรและการฝั่งกลบ ระยะที่ 2 เป็นกระบวนการทางฟิสิกส์- เคมี และระยะที่ 3 เป็นการฝั่งกลบเปิดดำเนินการแล้วเมื่อประมาณ พ. ศ. 2540 เฉพาะในระยะที่ 1 เท่านั้น ส่วนระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ปัจจุบันประสบปัญหาทางด้านมวลชนและปัญหาทางเศรษฐกิจจึงได้ชลอโครงการไว้ก่อน

สำหรับการกำจัดของเสียอันตรายจากชุมชนนั้น ปัจจุบันยังไม่มีศูนย์กำจัดแต่อย่างใด แต่ก็มีความพยายามของหน่วยราชการ ที่ได้เร่งผลักดันให้มีศูนย์กำจัดของเสียอันตรายจากชุมชน เพื่อแยกกำจัดของเสียอันตรายจากชุมชนออกจากขยะทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในกรณีของกรุงเทพมหานครที่ได้มีการรณรงค์ให้แยกสิ่งของเสียอันตรายออกจากขยะทั่วไปแล้วนั้น ก็ได้มีการประสานงานกับกรมโรงงานอุตรสาหกรรมเพื่อให้เจนโก้รองรับและกำจัดของเสียอันตรายที่รวบรวมได้จากการรณรงค์ดังกล่าว

ในส่วนของเสียติดเชื้อ การดำเนินการจะแตกต่างจากของเสียอันตรายชนิดอื่น นั่นคือ การเก็บขนของเสียติดเชื้อจะแตกต่างจากการเก็บขนของเสียอันตรายทั่วไป เพราะของเสียติดเชื้อแหล่งสะสมของเชื้อโรค จึงต้องมีการควบคุมอุณหภูมิเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และการเน่าเสียของของเสียติดเชื้อบางที่เน่าเสียได้ ดังนั้น รถเก็บขนที่ใช้จึงต้องควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 10 องศาเซลเซียส จึงทำให้รถเก็บขนของเสียติดเชื้อมีราคาแพง แต่ก็มีบางจังหวัดที่มีใช้กันบ้างแล้ว เช่น กรุงเทพมหานคร และขอนแก่น ที่ได้มีรถเก็บขนของเสียติดเชื้อวิ่งเก็บของเสียติดเชื้อจากสถานพยาบาลแห่งเพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกหลักวิชาการแล้ว ทั้งนี้ในโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลจังหวัดจะมีเตาเผาของเสียติดเชื้ออย่างถูกต้อง จึงไม่มีวิธีการกำจัดอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ฝากเผาไปกับเมรุเผาศพ หรือทิ้งไปกับขยะทั่วไป เป็นต้น

 

ที่มา : moodythai.com




จำนวนผู้ชม 10691 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์