ศรีปทุมแจงบัณฑิตกว่า 70 %เงินเดือนเฉลี่ยเกินหมื่นได้งานทำก่อน 6 เดือน

ศรีปทุมแจงบัณฑิตกว่า 70 %เงินเดือนเฉลี่ยเกินหมื่นได้งานทำก่อน 6 เดือน | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : ตลาดแรงงาน , ข้อมูลเกี่ยวกับ ตลาดแรงงาน


บัณฑิตศรีปทุมเป็นที่ไว้วางใจของตลาดแรงงาน หลังจบการศึกษาได้งานกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 3-6 เดือน มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 10,000-15,000 บาท สะท้อนถึงคุณภาพของหลักสูตร การเตรียมความพร้อมและผลิตเด็กได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
       
       ผอ.อุดม ไพรเกษตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการสัมพันธ์ กล่าวว่า “จากการสำรวจข้อมูลของทางมหาวิทยาลัยปรากฎว่าบัณฑิตของมหาวิทยาลัยได้งานกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 3-6 เดือน โดยที่นักศึกษาส่วนใหญ่มีรายได้ประมาณ 10,000 – 15,000 58 เปอร์เซ็นต์ จะมีรายได้ 10,000 บาท ขึ้นไป โดยที่นักศึกษาส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คณะบัญชีเป็นคณะที่นักศึกษาหางานได้เร็วที่สุดถึง 85 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาจะเป็นคณะนิติศาสตร์ และคณะศิลปศาสตร์ ประมาณ 73 เปอร์เซ็นต์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ประมาณ 71 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคณะบริหารธุรกิจ และคณะสารสนเทศอยู่ที่ประมาณ 68 เปอร์เซ็นต์ สำหรับรายได้ที่เป็นเงินเดือนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์บางคนมีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย 15,000 บาท ประมาณ 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะคล้ายคลึงกันกับนักศึกษาในคณะอื่นๆ
       
       ทั้งนี้เนื่องด้วยเพราะมหาวิทยาลัยมีกิจกรรมที่ให้กับนักศึกษาในการที่จะพัฒนาตนเองค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตนเองและมีผลการเรียนดีจะมีโอกาสที่ได้งานทำที่ค่อนข้างดีและได้เงินเดือนที่สูงกว่ามาตรฐาน
       
       ยกตัวอย่างเช่นนักศึกษานิเทศศาสตร์มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาท ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ก็จะมีรายได้สูงกว่า 30,000 บาท ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้ก็จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ถ้าดูเป็นบางคณะแล้วจะเห็นว่าเด็กสถาปัตยกรรมศาสตร์ของศรีปทุมที่จบออกมาประมาณ 77 เปอร์เซ็นต์ และเด็กเศรษฐศาสตร์ ประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ จะมีรายได้ตั้งแต่ 12,000 บาท ขึ้นไป สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานมีการยอมรับนักศึกษาของศรีปทุมค่อนข้างมาก ไว้วางใจจ้างบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศรีปทุมเข้าไปทำงาน
       
       สำหรับปัจจัยที่ทำให้ตลาดแรงงานไว้วางใจบัณฑิตศรีปทุม ผอ.อุดม กล่าวว่า
“จริงๆ แล้วเป็นเพราะว่าเรื่องของผลการเรียนเป็นองค์ประกอบนึง แต่ต้องกลับมาดูที่หลักสูตรของมหาวิทยาลัยศรีปทุม นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียนที่อาจารย์สอนตามตำรา มหาวิทยาลัยยังส่งเสริมให้อาจารย์ทำวิจัย
       
       ซึ่งอาจารย์จะนำกรณีศึกษาที่ทำงานวิจัยมาให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็มีกิจกรรมที่เสริมวิชาการและเสริมหลักสูตรเข้ามาอยู่ในรายวิชาต่างๆ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เพราะสิ่งที่สำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยศรีปทุมคือเราผลิตบัณฑิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน 4 ปีที่เด็กจบจากมหาวิทยาลัยศรีปทุมไปต้องพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน"
       

       นอกเหนือจากนี้เราก็ยังมีการฝึกงานในบางสาขา และโครงการสหกิจศึกษาที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีโอกาสได้ไปทำงานในสถานประกอบการก่อนที่จะเรียนจบหมายถึงว่ามีโอกาสเรียนรู้การทำงานค่อนข้างมาก เมื่อเด็กจบการศึกษาแล้วส่วนใหญ่สถานประกอบการก็จะขอรับนักศึกษาไปทำงานเลย หรือแม้ว่านักศึกษาอาจจะไม่ได้ทำงานในสถานประกอบการนั้นๆ แต่การผ่านงานสหกิจเวลาไปสมัครงานที่อื่นๆ สถานประกอบการก็มักค่อนข้างจะรับเพราะถือว่าเด็กที่ผ่านสหกิจแล้วเป็นเด็กที่เคยทำงานมาแล้ว และเรา ยังมีรายวิชที่เรียกว่าบัณฑิตในอุดมคติ ซึ่งรายวิชานี้จะแบ่งเนื้อหาสาระให้เรียนตั้งแต่ปี 1 ถึง ปี 3 นักศึกษา ก็จะมีการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่ปี 1 โดยที่คำว่ารายวิชาบัณฑิตในอุดมคติใน แต่ละชั้นปีเนื้อหาสาระที่จะเรียนไม่เหมือนกัน อย่าง ปี 3 จะต้องเรียนรู้ว่าตลาดแรงงานวิชาชีพที่เค้ากำลังจะ จบในตลาดแรงงานต้องการคนแบบไหน
       ซึ่งมหาวิทยาลัยก็จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดแรงงานมาบรรยาย มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ในรายวิชานี้ก็ทำให้นักศึกษามองเห็นสิ่งที่เค้าจะต้องไปเผชิญเมื่อจบการศึกษาตั้งแต่ปี 3 ในขณะเดียวกันศรีปทุมเองก็จะพยายามที่จะปรับปรุงหลักสูตรตลอดเวลา ในบางรายวิชาแม้ว่าชื่อวิชาจะเหมือนเดิม แต่มหาวิทยาลัยก็นำเอาความรู้ใหม่ๆ เข้ามาสอดแทรก
       
       อย่างเช่นการที่มหาวิทยาลัยเชิญบริษัท Tarad.com หรือ Weloveshopping เข้ามาร่วมกับคณะบริหารธุรกิจมาสอนนักศึกษาในคณะบริหารธุรกิจเพื่อเรียนรู้เรื่องอีคอมเมิร์ซ เรียนรู้เรื่องของการทำงาน นอกเหนือจากตรงนี้นักศึกษาศรีปทุมทุกคนจะต้องมีพื้นฐานความรู้ทางด้าน ICT ที่จะจบออกไปแล้วใช้ ICT ไม่ใช่เฉพาะพื้นฐานพวก Word Excel ได้ แต่สามารถนำความรู้ที่เรียนด้าน ICT ไปประยุกต์ในการทำงาน”
       
       สำหรับในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเรื่องการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน
       
       ผอ.อุดม กล่าวเสริมว่า “มี 2 เรื่อง ที่จำเป็นสำหรับนักศึกษาปัจจุบันที่ยังไม่ได้จบการศึกษาและกำลังเรียนอยู่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหาแบบนี้คงมีระยะยาวไปอีกซัก 2-3 ปี เพราะตลาดการจ้างงานจะหดตัว การจ้างงานยังมีอยู่แต่ว่าจะหดตัวคำว่าหดตัวหมายถึงกลายเป็นโอกาสของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างก็จะจ้างคนที่ดีที่สุดคำว่าดีที่สุดในปัจจุบันหมายถึงต้องมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ และ ICT นอกเหนือจากนั้นนักศึกษาจะต้องมีความรู้ในวิชาชีพที่ตัวเองจะไปทำอย่างเข้าใจลึกซึ้ง ซึ่งต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เตรียมตัวเมื่อจบ”
       
       นอกจากมหาวิทยาลัยจะพยายามพัฒนาหลักสูตร หรือมีโครงการต่างๆ สำหรับเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาก่อนเข้าสู่ตลาดแรงานแล้ว ยังขึ้นกับตัวนักศึกษาที่จะเตรียมความพร้อมของตัวเองตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในการเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจชลอตัวไปอีก 2-3 ปี
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์



ลงวันที่ 28/04/2009 09:40:08
จำนวนผู้ชม 2448 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์