เปิดใจ "โชค บูลกุล" กับเส้นทางที่เคยล้มลุกคลุกคลานกว่าจะลิ้มรสความสำเร็จของ "ฟาร์มโชคชัย"
- จากกิจการปศุสัตว์เล็กๆ ฟาร์มโชคชัยกำลังผันตัวเองสู่องค์กรแถวหน้าที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ และพัฒนา R&D ไปพร้อมๆ กัน
- ใครจะไปเชื่อ วันหนึ่งไทยเรากำลังจะได้ ''โคลนนิ่ง'' ควาย และส่ง ''ตัวอ่อน'' โคนมไปผงาดในเวทีสากล
- คำจำกัดความผู้นำรุ่นใหม่สไตล์โชค ''ผมเป็นผู้นำที่ถูกกาละเทศะ และพร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา''
คำจำกัดความง่ายๆ ตรงไปตรงมาของผู้บริหารวัยฉกรรจ์ที่ชื่อ "โชค บูลกุล" กับภารกิจบริหารจัดการองค์กรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแค่ "ฟาร์มเล็กๆ" แต่ทุกวันนี้กำลังผันตัวเองมาเป็น "สถาบันแห่งการเรียนรู้บนทุ่งกว้าง" และเป็นหน่วยงาน R&D ที่กำลังคิดจะขยายสายพันธุ์โคนมฟาร์มโชคชัยทั้งแบบโคลนนิ่ง และส่งออก "embryo" (ตัวอ่อน) ไปผงาดในตลาดเอเชีย
ด้วยวัยเพียง 38 ปี เส้นทางบริหารงานของเขาทอดยาวมาไกล พร้อมๆ กับภาพลักษณ์ของฟาร์มโชคชัยที่แข็งแกร่งมากขึ้นทุกขณะ
แต่ทุกวันนี้ถ้าใครเดินไปถามเขาว่า "รวยแล้วยัง?" เขาจะตอบว่า "แต่ละวันยังมีงานรอให้ผมทำอีกเยอะ คนมองภายนอกคิดว่า น่าจะสบายแล้วนะ แต่มันทำไม่ได้อย่างนั้นหรอก ไม่เหมือนธุรกิจยานยนต์ที่ชัดเจนเที่ยงตรงกว่า ธุรกิจฟาร์มยากในการวางแผน ทุกวันนี้ฟาร์มโชคชัยอยู่ได้เพราะบริษัทลูกๆ ในเครือ"
มาดูกันว่า ภารกิจที่ท้าทายของผู้บริหารคนรุ่นใหม่ แต่ละวันเขาทำอะไรกันบ้าง?
แปลงไอเดียเป็นทุน
"วันหนึ่งเราทำธุรกิจการเกษตร ถ้าเรามองว่าเป็นธุรกิจวัว กับคนรีดนม แล้วก็เป็นการเกษตรมันก็จบแค่นั้น แต่ถ้าเอามุมมองตรงนี้ใส่ความคิดที่มันสร้างสรรค์ได้ สร้างธุรกิจอะไรที่แตกต่างออกมาได้ ที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ แล้วตอบสนองต่อคนที่มาเที่ยวอย่างล้นหลาม ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือน เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย" โชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย เปิดใจถึงความสำเร็จทางธุรกิจกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์"
ฟาร์มโชคชัยถือเป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม เป็น core business ที่เจ้าตัวบอกว่าเพิ่งจะถึงจุดคุ้มทุนปีสองปีนี้ ขณะที่ธุรกิจลูกในเครืออย่าง ภัตตาคารโชคชัยสเต๊กเฮาส์ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจให้คำที่ปรึกษาทางด้านปศุสัตว์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจสนับสนุนที่เพิ่งเกิดไม่นานอย่างร้านไอศกรีม "อืมม! มิลค์" ล้วนแล้วแต่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำแซงหน้าบริษัทแม่แทบทั้งสิ้น
โชคบอกว่า การต่อยอดแขนงธุรกิจของฟาร์มโชคชัย มาจากจุดกำเนิดเดียวคือฟาร์ม ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์สำคัญ เพราะฉะนั้น การตัดสินใจลงทุนทุกๆ อย่าง จะต้องสะท้อนกลับมายังธุรกิจหลัก เนื่องจากทุกอย่างเป็นข้อต่อลูกโซ่เดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ธุรกิจมีกำไร จะต้องทำให้บริษัทลูกเข้มแข็ง เพื่อให้บริษัทแม่คือฟาร์มโชคชัยอยู่ได้ จึงจะถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย
"เราใช้ทีมเดียวในการหมุนการบริหาร ดังนั้นแต่ละคนต้องรู้เวลาในการแบ่งหัว เขาจะรู้ว่าจะต้องใช้เวลากับงานประเภทไหน? เท่าไหร่? ถึงจะเกิดการผนึกพลังกันจริงๆ ถือเป็นธุรกิจที่มีโมเดลยุ่งยากพอสมควร ไม่ค่อยมีใครทำ และเป็นความคิดสร้างสรรค์ของเรา"
เหตุผลที่ใช้คนในปริมาณจำกัดขณะที่ตัวธุรกิจกำลังแตกตัวอย่างไม่หยุดยั้ง เขาอธิบายว่าขนาดของธุรกิจฟาร์มโชคชัยไม่ได้ใหญ่โตเหมือนกับกลุ่มชินคอร์ป ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าธุรกิจจะเดินไปข้างหน้าได้ จะต้องมีแนวคิดเฉพาะทางแบบฟาร์มโชคชัย ที่พยายามจะเข้าใจทุกอย่าง และพร้อมที่จะสร้างสมดุล "เราไม่ได้มีเงินมหึมาพอที่จะสร้างทุกอย่างเป็นทีม หรือจ้างทีมที่ปรึกษา ของเราคือต้องคิดเองทำเอง บริหารความเสี่ยงเอง บริหารลูกน้องเอง"
โชคกล่าวต่อว่า ให้หลับตานึกภาพว่านี่คือฟาร์มปศุสัตว์ ในสภาพความเป็นจริงคนไม่รู้จักฟาร์ม ก็คิดว่าถ้าเข้าไปก็คงเหม็นมูลสัตว์ หรือมีแต่แมลงวัน ในแง่ของการบริหารจัดการต้องคิดต่อไปว่า จะต้องทำให้มีประสิทธิภาพมากขนาดไหน? คนถึงจะรู้สึกเพลิดเพลิน และลืมไปเลยว่ากำลังอยู่ในฟาร์ม ความสำเร็จที่ผ่านมาถือเป็นความภูมิใจที่จะต้องรักษาต่อไปไว้ เพราะไม่ได้มาโดยง่าย "ถ้าเราคิดจะทำธุรกิจนี้ตลอดชีวิต รู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องยาก"
การเปิดตลาดท่องเที่ยวสำหรับฟาร์มโชคชัย เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าไปแล้วประทับใจกับการให้บริการ ใช้เวลาไม่นานก็จะลากไปถึงศักยภาพและขีดความสามารถของการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคนในฟาร์ม และสิ่งเหล่านี้คือกลยุทธ์ในการสร้างฐานลูกค้า
"เราไม่ได้เป็นธุรกิจที่อยู่ในกระแสวันนี้ ทิศทางตลาดอยู่ในกลุ่มเงินทุน กลุ่มสื่อสาร ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ เป็นผู้กำหนดทุกอย่าง เราเป็นธุรกิจดั้งเดิมในยุคที่ 1 ถ้าเราจะเกาะกระแสได้ เราต้องเข้าใจกระแส และหาช่องทางในการเกาะ จะเอาธุรกิจไปเกาะได้ ต้องสร้างความแตกต่างก่อนด้วย"
บุกห้องแล็บทำโคลนนิ่ง
เขาเปิดเผยว่า กว่าจะสร้างธุรกิจ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำขึ้นมา แนวทางบริหารจัดการต้องลากไปไกลจนถึงระบบของวัว ทำอย่างไรให้วัวได้น้ำนมมาก ต้องพัฒนาทักษะไปไกลมาก ไกลจนเกินกว่าที่จะเชื่อว่ามันเป็นไปได้
"อีกไม่นานเราจะทำโคลนนิ่งวัวเป็นครั้งแรกของ Southeast Asia ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ตอนนี้มหิดลกำลังทำเรื่องควายโคลนนิ่ง เพราะอยากให้เป็นควายตัวแรกของโลก เราไปให้การสนับสนุนในเรื่องของภาคการปฏิบัติ และอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ มหิดลให้การสนับสนุนในเรื่องของโนว์ฮาว ถ้าควายโคลนนิ่งตัวแรกสำเร็จที่ฟาร์มโชคชัย ก็เป็นความภูมิใจของคนไทย
ถัดมาจากนั้นคือวัวนมสายพันธุ์ฟาร์มโชคชัย ไม่ใช่โคลนนิ่งเพื่อการค้า แต่เป็นการพิสูจน์ทฤษฎีให้เห็นว่า คนไทยเราก็สามารถอนุรักษ์พันธุ์วัวนมฟาร์มโชคชัย ให้อยู่ในมือคนไทยได้ตลอดไป เราต้องเข้าใจในสัจธรรมของโลกว่า บางอย่างถ้าเราไม่อนุรักษ์ก็จะสูญพันธุ์ จะเหลืออีกไม่กี่วิธีที่จะรักษาไว้ได้ บางทีก็ต้องเลือกเอาว่าจะให้สูญไป หรือว่าจะอย่างไร" โชคกล่าว
ขณะเดียวกัน ปีนี้ถือเป็นปีแรกของการส่งออกตัวอ่อน embryo ซึ่งเป็นไข่ที่มีการปฏิสนธิเรียบร้อยแล้ว และทำในเชิงพาณิชย์เพื่อการส่งออกไปทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย โดยทิศทางจากนี้ไปของฟาร์มโชคชัย จะเห็นพัฒนาการที่เด่นชัด 2 ส่วน ในเชิงพาณิชย์จะมุ่งเน้นธุรกิจที่อิงกับการท่องเที่ยว ลักษณะการเสริมสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ และเสริมสร้างประสบการณ์
และในเชิงมืออาชีพ เกษตรกรจะได้เรียนรู้การพัฒนาสายพันธุ์ดีๆ ไม่ต้องรอผสมเทียม ซึ่งจะเสียเวลาในการสร้าง genetic แต่สามารถเอา genetic ซึ่งเป็นความได้เปรียบทางพันธุกรรมของฟาร์มโชคชัยไปฝังอยู่ในท้องได้เลย ถือเป็นอีกปรากฏการณ์ในตลาดเอเชีย เพราะฟาร์มโชคชัยถือเป็นผู้ส่งออกวัวนมรายใหญ่
สร้างธุรกิจใหม่กรุยอนาคต
ปีนี้ฟาร์มโชคชัยเตรียมเปิดตัวธุรกิจใหม่ เรียกว่า "บูติก แคมปิ้ง" จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการให้ที่พักและจัดสัมมนา โดยนักท่องเที่ยวสามารถพักแรมในป่าของฟาร์มโชคชัย บรรยากาศแบบแคมปิ้ง แต่เน้นให้บริการแบบโรงแรม 4 ดาว
"กลุ่มแรกที่จะเข้าไปคือ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ กับบรรดาดีลเลอร์ เข้าไปจัดกิจกรรมสัมมนาแทนที่จะจัดแบบโรงแรม ก็จัดแบบผจญภัย พักในเต้นที่สะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกในฟาร์มโชคชัยก็มีพร้อม ได้ทำนม ได้ทำไอศรีม เรียนรู้วิธีการขี่ม้า ขับรถลุยป่า กิจกรรมคาวบอย ฝึกสุนัข รวม 3 วัน 2 คืนเตรียมเปิดตัว 1 มีนาคม นี้ เป็นอีกธุรกิจที่เรามองว่าน่าจะไปได้
เพราะไม่ใช่แค่ไปสัมมนา อยู่โรงแรมแล้วอยู่ในห้อง รูปแบบการสัมมนาจะต้องกลับไปผจญภัย ถือเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์เรา เมื่อผู้บริหารกับพนักงานอยู่ด้วยกัน เขาจะรู้จักทีมงานของเขามากขึ้น เพราะได้ทำอะไรร่วมกันจริงๆ จังๆ เป็นจุดกำเนิดของบูติก แคมปิ้ง เป็นเป้าหมายสำหรับองค์กรในการสร้างทีมเวิร์ก"
โชคกล่าวต่อไปว่า เขาเป็นคนกุมทิศทางของฟาร์มโชคชัยทั้งหมด ดังนั้นการกำหนดนโยบายจึงต้องมีความรับผิดชอบว่า ธุรกิจที่ทำต้องดีขึ้นและไม่มีวันตกต่ำ ประเด็นก็คือ ธุรกิจที่ลงมือทำ ต้องรู้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เจ้าของแล้วจะทำได้ "การตัดสินใจมาจากความเชื่อมั่นซึ่งต้องมีมากพอให้เราทุบโต๊ะได้ แล้วบอกว่าเราต้องเดินทางนี้ การตัดสินใจจากหลายคน จะทำให้ธุรกิจไม่เดิน แล้วถ้ามองอย่างธุรกิจฟาร์มของเรา ถ้ายิ่งช้าก็จะยิ่งตาย เพราะวงจรธุรกิจมันกว้าง วัวหนึ่งตัวกว่าจะทำเงินบาทแรก ต้องรอจนอายุ 2 ขวบครึ่ง เป็นวัวที่เริ่มให้นมได้แล้ว ไม่เหมือนธุรกิจยานยนต์ กดปุ่มปุ๊ปยางรถยนต์ก็ออกมาปั๊ป"
สไตล์ผู้นำแบบถูกกาละเทศะ
โชคให้คำจำกัดความว่า ตัวเองมีลักษณะของผู้นำที่ถูกกาละเทศะ ซึ่งหมายความว่า ถ้าวันนี้องค์กรต้องการผู้นำแบบไหน เขาก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเป็นแบบนั้น เป็นการพลิกทุกบทบาทที่พร้อมจะปรับได้ตลอดเวลา
"ผมเชื่อว่าเมื่อไหร่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้นำต้องเปลี่ยนด้วย ผู้นำที่ถูกกาละเทศะคือที่สุดแล้ว เป็นผู้นำที่ถูกต้องกับทุกสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ถ้าวันหนึ่งบริษัทต้องการผู้นำที่ชัดเจน รวดเร็ว เข้าใจธุรกิจ มีความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันไม่ใช่ว่าจะไปทางเกษตรหรือวิทยาศาสตร์จ๋า แต่ต้องเข้าใจการเงินการบัญชีด้วย เพราะธุรกิจฟาร์มโชคชัยอยู่บนเงินสด ไม่ได้ทำธุรกิจแล้วมีเงินกู้เข้ามารองรับ นี่คือลักษณะของผู้นำที่ต้องเข้าใจทุกอย่าง ก่อนจะตัดสินใจ"
อีกภารกิจที่สำคัญคือ การสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน บางทีต้องมีกำลังภายในให้พนักงานเกิดความศรัทธาในตัวผู้นำ ยินดีทำงานร่วมกับบริษัท ทั้งๆ ที่สวัสดิการค่าจ้างภาคเกษตรต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม หรือภาคไอที
หลักการทำงานของเขาคือ ต้องตั้งมาตรฐานให้สูง สร้างความศรัทธาให้กับองค์กร เป็นตัวอย่างที่ดี จะทำให้พนักงานมองเห็น ถ้าพนักงานเกิดความศรัทธา ทุกคนจะยินดีเดินตามผู้นำ
ขณะที่ตัวผู้นำเองเมื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวแล้ว ก็จะต้องเป็นตัวอย่างของการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร เพราะวัฒนธรรมองค์กรจะถูกสร้างออกมาจากตัวผู้บริหาร และสะท้อนออกไปสู่สายตาคนนอก ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถสร้างศรัทธาในตัวลูกน้องได้ ถึงจะเกิดวัฒนธรรม และถือเป็นแนวทางที่ฟาร์มโชคชัยพยายาม
"ค่านิยมองค์กร เราจะเป็นองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์ รอบคอบ ฉีบไว ธุรกิจโปร่งใส คุณธรรมค้ำจุน เป็นการเกษตรที่กล้าเปลี่ยนแปลง เพิ่มความแข็งแกร่งสู่ความยั่งยืน ดังนั้นจะทำอะไรก็ตาม นี่คือเป้าหมายของเรา"
ความท้าทายจากนี้เขาบอกว่า จะทำอย่างไรให้ฟาร์มโชคชัยและธุรกิจในกลุ่มยืนยาวต่อไปได้นานที่สุด ฟังเหมือนการตอบโจทย์ง่ายๆ แต่ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็ว ความยั่งยืนของธุรกิจจะสิ้นสุดตรงไหน ไม่มีใครทราบ ทุกวันนี้เขายังคงทำงานอยู่บนการตัดสินใจที่เกิดขึ้นทุกวัน
"ความพอใจในกิจการฟาร์มโชคชัย สำหรับผมแล้วทุกวันคือที่สุด ถ้ามีอะไรใหม่เข้ามาในชีวิตก็ไปอีกหนึ่งที่สุด ทุกวันของชีวิตไม่มีอะไรที่ผมไม่พอใจ ผมมีความรู้สึกว่าเราใช้ชีวิตเต็มที่จริงๆ แต่ในเชิงเสถียรภาพขององค์กร ต้องเหนื่อยกับมันอีกเยอะ อย่างที่บอกว่าธุรกิจของเราเป็นธุรกิจต้นน้ำ ต้องทำอะไรอีกหลายๆ อย่าง"
และหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ว่า ก็คือการเล่นบทผู้นำให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกสถานการณ์ ถึงจะนำพาองค์กรอยู่รอดพ้นทุกวิกฤต...
แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ