เสียงจาก"ไต้หวัน" ภัย"ขุมทองแรงงาน"
เสียงจาก"ไต้หวัน" ภัย"ขุมทองแรงงาน" | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ

|
สามปีก่อน เปลวเพลิงโหมไหม้บ้านของ สมเพียร ผึ่งผาย จนสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นแรงกระตุ้นให้ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดที่หนองบัวลำภู มุ่งหน้าข้ามน้ำข้ามทะเลไปหางานทำถึงไต้หวัน เพื่อส่งเสียเงินให้ลูกคนกลางที่กำลังเรียน ปวช. และลูกคนเล็กที่เรียนอยู่ชั้น ป.4
การเดินทางมาไต้หวันหนนี้ เป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกมาทำงานในโรงงานทอผ้าเมื่อปี 2542 ทำงาน 3 ปี ได้เงินเท่าไหร่ ส่งกลับเมืองไทยไปให้สามีเก็บหมด
พลางตั้งความหวังว่า จากเงินที่ตั้งหน้าตั้งตาส่งมาให้สามี น่าจะมีเงินเก็บอย่างน้อย 150,000 บาท แต่พอกลับบ้านที่เมืองไทย เปิดดูบัญชี แทบล้มทั้งยืน เพราะทั้งบัญชี มีเงินเหลือเพียง 1,000 บาท!
การเผชิญโชคครั้งใหม่ สาววัย 37 มุ่งมั่นที่จะเก็บเงินที่ไต้หวันให้ได้อีกครั้ง แม้รู้อยู่แก่ใจว่าการทำงานเป็น "ผู้อนุบาล" จะต้องเจองานหนัก หนีไม่พ้นงานแม่บ้านและปัญหาอีกสารพัด
บ่ายวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันว่าง สมเพียรและเพื่อนๆ มักจะมาเจอกันที่ศูนย์ช่วยเหลือแรงงาน โฮป เวิร์กเกอร์ เซ็นเตอร์ หรือ ศูนย์โฮป เพื่อเรียน กศน. และทำกิจกรรมต่างๆ จึงเป็นโอกาสดีที่ได้คุยกับสมเพียรและเพื่อนๆ ในระหว่างที่ไปรายงานข่าวนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์) ไปแสดงที่ไทเป ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจัดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา
เพื่อนๆ ของสมเพียร ที่จับกลุ่มคุยถึงเรื่องราวชีวิตแรงงานไทยในไต้หวัน มีอย่าง อำนวย จักร์เฮียม หนุ่มวัย 33 ปี จากโคราช บรรลือ ตรีวิเศา หนุ่ม 34 ปี จากบุรีรัมย์ นิพนธ์ จำปาโอด วัย 31 ปี จากเพชรบูรณ์ นิต้า โบขุนทด วัย 36 ปี หนุ่มโคราชอีกคน และ สามชัย อ่อนสมัย วัย 42 ปี จากหนองคาย
ทั้ง 6 คนเป็นตัวแทนแรงงานไทยในไต้หวันที่มี 80,000-90,000 คน ในจำนวนนี้ทำงานในภาคอุตสาหกรรม 70,000 คน เป็นที่ชื่นชอบของนายจ้างเนื่องจากไม่เถียง (เพราะพูดภาษาจีนไม่ได้) นิสัยดี ขยัน
ส่วนคนที่มาทำงานเป็นผู้อนุบาลมีประมาณ 2,000 คน คอยดูแลคนแก่ คนป่วยและเด็ก ทำสัญญาทำงานคราวละ 3 ปี จากนั้น จะต้องทำสัญญาใหม่ แต่ถ้าความประพฤติไม่ผ่าน ก็จะไม่ได้ต่อสัญญา

|
เส้นทางของแรงงานไทยในไต้หวัน ต้องจ่ายค่านายหน้าราว 130,000 บาท ทั้งที่ตามสัญญาจ้างระบุไว้ที่ 58,000 บาท ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางอีกมาก เช่น เงินภาษี ที่ต้องหักร้อยละ 20 กรณีคนงานอยู่ในไต้หวันยังไม่ถึง 183 วัน หรือประมาณ 6 เดือนครึ่ง
หลังจากนั้น ต้องถูกหักตลอดไปอีกร้อยละ 6 จนคนงานทำงานครบสัญญา เงินค่าอาหารที่หักต่อเดือน 4,000-5,000 เหรียญไต้หวัน ค่าเงินไต้หวันเกือบเท่าๆ กับเงินบาท ยังมีเงินค่าบริการล่ามต่อเดือน 1,500-1,800 เหรียญไต้หวัน หากคิด 3 ปีก็ต้องจ่าย 60,000 เหรียญไต้หวัน
และยังมีค่าบริการต่อกามาร์หรือใบถิ่นฐานสำหรับคนต่างด้าว 1,000 เหรียญต่อครั้ง เป็นต้น
ยอดเงินเดือนประมาณ 17,000-18,000 นับว่าสูงทีเดียว แต่ถ้าหักค่าใช้จ่ายต่างๆ และค่าหัว (ค่านายหน้า) แล้วจะเหลือ 8,500-9,700 เหรียญต่อเดือน
แรงงานชายเล่าว่า 2 ปีแรกต้องทำงานใช้หนี้ล้วนๆ พอขึ้นปีที่ 3 ถึงจะเริ่มเก็บเงินได้ ระยะแรก เงินเดือนไม่พอใช้ต้องทำงานล่วงเวลา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาหลายๆ อย่าง อาทิ สุข ภาพ ความเครียด แต่ก็ยอมสู้ทน
"ถ้าอยู่ 2 ปี ใช้หนี้หมด ปีที่ 3 ถึงได้กำไร บวกกับเงินกันหนีอีกก็ได้เงินเป็นก้อน แต่อยู่เมืองไทย ทำงาน 3 ปีก็ไม่เห็นเงินแสน" 1 ใน 6 เปิดใจ และเผยว่าแม้เจอปัญหานานา แต่ต้องทนต่อไป ถอยไม่ได้เพราะลูกเมียที่เมืองไทยรออยู่
ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ อย่างเช่น เวลาป่วยจะไปหาหมอ นายจ้างไม่ให้ไป หากไปหาหมอยังต้องจ่ายเงินค่ารักษาเองอีก ทั้งที่จ่ายค่าประกันสุขภาพเดือนละ 200 บาท และในแต่ละเดือนต้องจ่าย "ค่าล่าม" ให้บริษัทนายหน้าอีก ซึ่งที่สุดแล้ว เงินก็ตกเข้ากระเป๋าเถ้าแก่นั่นเอง
นายหน้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยภูเขาที่พูดภาษาจีนได้ และต้องคอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับแรงงานไทย เช่น พาไปหาหมอเพราะคนงานสื่อสารกับหมอไม่ได้ แต่ความเป็นจริง แรงงานไทยเคยเห็นล่ามครั้งเดียวเท่านั้นตอนที่มาส่งไต้หวัน พอเจ็บป่วยขึ้นมา ล่ามกลับปฏิเสธว่าไม่ว่างจะพาไปหาหมอ
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่เกิดจากคนไทยด้วยกันเองในไต้หวัน โดยเฉพาะการพนัน ยาเสพติด โดยคนไทยที่มีวีซ่าคู่สมรส อยู่ในไต้หวันได้คราวละ 6 ปีและต่ออายุได้ จะไม่ทำงาน แต่จะเข้าไปตีสนิทกับคนงานไทยตามโรงงานหรือตามร้านอาหาร เแล้วชักชวนให้เล่นพนันหรือชวนกินเหล้า พอคนงานเมาได้ที่ ครองสติไม่อยู่ก็จะชวนเล่นพนัน พอเล่นเสีย ไม่มีเงินจ่ายก็ต้องกู้เงินจากร้านอาหารไทย กลายเป็นการสร้างหนี้พอกพูน
ส่วนยาเสพติดที่ระบาดหนักในหมู่แรงงานไทย คือยาบ้าและยาไอซ์ ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามแหล่งเที่ยวของคนไทยที่เปิดบริการโดยคนไทย
สมเพียรบอกจากประสบการณ์จริงว่า คนดีๆ ที่มาจากไทย 100 คน พอมาไต้หวันจะเหลือคนดีๆ สัก 30 คน ที่เป็นเช่นนี้เพราะสังคมที่นี่ ง่ายต่อการจูงใจคนไกลบ้านให้เขวไปในทางผิดศีลธรรมได้ง่าย
ทุกวันหยุด คนงานไทยมักจะไปสังสรรค์กันตามแหล่งพบปะของคนไทย เช่น วัดไทย ศูนย์โฮป สถานธรรม แต่ส่วนใหญ่มักจะเฮกันไปสนุกสนาน ผลาญเงินในแหล่งบันเทิง เช่น ร้านอาหารไทย ดิสโก้เธคแถวๆ จงลี่ เถาหยวน ไทเป
เธคที่นี่เปิดบริการตั้งแต่เช้า จนสว่างของอีกวันหนึ่งเลยทีเดียว บางคนอารมณ์เหงาก็อาจจะชวนกันไปโรงแรม บางคนมานั่งดื่มคนเดียว พอเจอคนอารมณ์เดียวกันก็ชวนกันเปิดห้อง ข้ามเส้นศีลธรรมไปอย่างง่ายดาย
จำนวนไม่น้อยที่หาเงินมาได้ แต่ละลายไปในพริบตาในวงเหล้าและวงพนัน ผู้รู้จริงในแวดวงคนงานไทยในไต้หวันบอกว่า "บางคนติดผู้หญิงจนลืมครอบครัวทางบ้านที่เฝ้ารอเงินจากหัวหน้าครอบครัวอยู่ เมื่อไม่ส่งเงินนานเข้า สภาพคล่องไม่มี ความรักเริ่มสั่นคลอน ปัญหาที่ตามมาก็คือการหย่าร้าง"
"สำหรับในไต้หวันแล้ว หลายๆ คู่ที่มาทำงานด้วยกันเก็บเงินได้ก็มี มาทำงานคนเดียวแล้วคู่ครองที่เมืองไทยเลิกรากันก็มีไม่น้อย มาพบรักที่นี่ก็มีเหมือนกัน ซึ่งในส่วนของศีลธรรมต่างๆ บางครั้งมันไกลจนคนงานแทบลืมไปเลยก็ว่าได้"
6 คนไทยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บ้านที่มีลูกชายที่ชอบเล่นพนัน ชอบกินเหล้า อย่าส่งมาไต้หวันเลย ขนาดคนดีๆ ยังกลายเป็นคนเลวได้เพราะสิ่งแวดล้อมยั่วยุ
หลายคนต้องไปชดใช้กรรมที่เดินทางผิดในคุกไต้หวัน ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยติดคุกที่นี่ประมาณ 100 คน ถือเป็นนักโทษต่างชาติที่มากที่สุด
ตัวอย่างเช่น ที่เรือนจำชายไทเป มีนักโทษไทย 5 คน เป็นชายล้วน มีทั้งติดคุกคดีล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืน พยายามฆ่าและฆ่าคนตาย
ฝากเตือนแรงงานไทยในไต้หวันเช่นกันว่าอย่าเชื่อใจเพื่อนกันให้มากเกินไป โดยเฉพาะอย่าหลงมัวเมาไปกับสิ่งยั่วยุในต่างแดน หากย้อนเวลาได้ ทุกคนอยากเก็บเงินได้เยอะๆ หากจะกินเหล้าก็ให้รู้จักประมาณตนเอง
ไม่เช่นนั้น อาจทำสิ่งที่ไม่คาดคิดได้และเมื่อทำไปแล้วก็เสียชื่อเสียงทั้งตัวเอง ทางบ้านและประเทศชาติ กว่าจะคิดได้ก็อยู่ในคุกเสียแล้ว
ชีวิตในคุกไม่มีอิสระ แต่ก็ยังมีกิจกรรมให้ทำ เช่น เรียนภาษาจีนและอังกฤษ ฝึกอาชีพ เช่น พับกระดาษ ช่างเหล็ก ทำกับข้าว ทำไม้แขวนผ้า พร้อมมีข้าวให้กินอิ่มทุกมื้อ หากต้องการอะไรเป็นพิเศษก็บอกผู้คุมได้ เช่น อยากเล่นดนตรีก็จัดให้ และติดต่อกับทางบ้านโดยวิธีโทรศัพท์และเขียนจดหมายได้
เรือนจำที่นี่ยังใจดีให้โทรศัพท์กลับบ้านได้ทุกวันตรุษจีนและวันไหว้พระจันทร์โดยให้นักโทษใช้โทรศัพท์ทุกคน คนละ 5 นาที
สิ่งที่คนไทยในไต้หวันอยากย้ำให้ผู้ที่กำลังตัดสินใจมาทำงานที่นี่ว่า ให้นึกภาพไว้ก่อนมาไต้หวันเลยว่า ไต้หวันไม่ได้สวยหรู
ทุกคนต้องเจอสิ่งที่ดีและไม่ดี ทางออก คือ ต้องรู้จักเอาตัวรอดท่ามกลางภัยรอบตัว และตั้งมั่นอยู่ในจุดมุ่งหมาย และมีความมั่นคงในจิตใจ
นี่คือคาถาเพื่อการอยู่รอดสำหรับนักสู้ชีวิตในต่างแดน
หน้า 21
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
|
ลงวันที่
30/07/2008 14:30:12
จำนวนผู้ชม
1987 ครั้ง
|
|
ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|