เศรษฐกิจการเงินยุคใหม่:นโยบายการลงทุนแบบจีน +1

เศรษฐกิจการเงินยุคใหม่:นโยบายการลงทุนแบบจีน +1 | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



ประเทศจีนยังคงเป็นที่หมายปลายทางในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติทั่วโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 83,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ด้วยภาวะเงินเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมกับค่าแรงที่สูงขึ้นในจีน ตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การแข็งตัวของค่าเงินหยวน และการทยอยสิ้นสุดลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จีนให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ นักธุรกิจต่างพยายามมองหา ประเทศเป้าหมายในการลงทุนแห่งใหม่ “จีน + 1” ในที่นี้เป็นคำเรียกในวงการธุรกิจซึ่งหมายถึงกลยุทธ์การกระจายการลงทุนจากประเทศจีน ไปสู่ประเทศข้างเคียงอีกหนึ่งประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียดนาม
       
       ด้วยเหตุที่อัตราค่าตอบแทนแรงงานในสาขาอุตสาหกรรมหลายประเภทของจีนได้ปรับเพิ่มสูงกว่าร้อยละ 25 ต่อปี จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่บริษัทต่างชาติทั้งหลายกำลังหันไปสนใจลงทุนในเวียดนามที่มีค่าแรงถูกกว่าด้วย ทั้งนี้ แรงงานไร้ฝีมือในจีนโดยเฉลี่ยได้รับค่าแรงประมาณ 120 เหรียญสำหรับการทำงาน 40 ชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ เทียบกับในเวียดนามซึ่งได้รับค่าแรงแค่ 50 เหรียญสำหรับ 48 ชั่วโมงทำงาน ด้วยความแตกต่างนี้เอง จึงทำให้บริษัทต่างชาติที่ผลิตสินค้าซึ่งใช้เทคโนยีขั้นต่ำ เช่น ผลิตเสื้อผ้าและชุดชั้นใน ได้ตัดสินใจเพิ่มฐานการผลิตที่เวียดนามที่ดูแล้วน่าจะมีต้นทุนการผลิตโดยรวมที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ ในขณะเดียวกันก็ดำเนินการปรับปรุงโรงงานที่จีนเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานลง โดยรัฐบาลจีนเองก็ได้เล็งเห็นปัญหาด้านแรงงานนี้จึงได้ปรับนโยบายโดยหันไปมุ่งเน้นที่การผลิตสินค้าซึ่งใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นไป (high-tech product) ซึ่งได้แก่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักรกลที่มีความละเอียดและเที่ยงตรงสูง เช่น ชิ้นส่วนเครื่องรถยนต์
       
       ขณะนี้บริษัทแคนนอน และนิสสัน ได้ยกเลิกการขยายโรงงานในประเทศจีน แล้วหันมาลงทุนขยายฐานการผลิตแถบชานกรุงฮานอย นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Hanesbrands หรือแม้แต่ Texhong Textile ของจีนเองก็กำลังลงทุนเปิดโรงงานใหม่ในเวียดนาม แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ปิดโรงงานในจีน แต่กลับขยายโรงงานในประเทศอื่น ซึ่งจะทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง และลดค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทได้ เป็นไปตามแนวกลยุทธ์การลงทุนแบบ “จีน + 1”
       
       รัฐบาลเวียดนามได้ให้การสนับสนุนการลงทุนด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทต่างชาติในสี่ปีแรก และจะเก็บภาษีเพียงครึ่งเดียวในสี่ปีถัดไป ขณะนี้ถึงกับเกิดความเชื่อในหมู่นักลงทุนว่าเวียดนามจะเป็นจีนลำดับต่อไป และกัมพูชาซึ่งยิ่งมีค่าแรงที่ถูกกว่า ก็จะเป็นเวียดนามลำดับถัดไป การส่งต่อเป็นทอดๆ นี้ ไม่แน่ใจว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด แต่ว่าที่แน่ๆ นั้น มันช่วยให้สินค้าที่ผู้บริโภคในอเมริกา และยุโรปนั้นยังคงมีราคาถูกอยู่ แม้ว่าราคาน้ำมันนั้นจะสูงขึ้นมากในขณะนี้ ซึ่งจะมีส่วนหลักช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
       
       อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็ยังเผชิญกับปัญหาการขนส่งสินค้าภายในประเทศ การจราจรที่ติดขัด และการวางแผนด้านการขนส่งที่ไม่ดี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิดเพิ่มขึ้นจากความล่าช้า นอกจากนี้ ปัญหาการลาออกของพนักงานเวียดนามนั้น ได้ถูกจัดว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก (จีนอันดับสอง) การเปลี่ยนงานนั้นเกิดขึ้นบ่อยมากจนทำให้บริษัทขาดทุนจากการที่ต้องฝึกงานให้กับพนักงานใหม่ บางบริษัทต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30-40 ให้พนักงานเพื่อจะดึงตัวให้อยู่กับบริษัทขณะเดียวกันก็เพื่อให้พนักงานสามารถอยู่ได้ภายใต้สภาวะเงินเฟ้อที่สูงถึงร้อยละ 25 ในเวียดนามขณะนี้
       
       ข้อได้เปรียบของเวียดนามในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติก็คือ การมีเสถียรภาพทางการเมือง นักลงทุนกลับมองว่าการปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ทำให้ทหารถูกควบคุมและไม่สามารถทำการปฏิวัติได้ เกิดความแน่นอนทางนโยบาย ซึ่งเสถียรภาพนี้ทำให้เกิดภาพความมั่นใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติมากกว่าประเทศประชาธิปไตยแถบนี้ เช่น ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่ผลักดันนักลงทุนต่างชาติออกไป ตัวเลขที่น่าตกใจก็คือเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) ที่ไหลเข้าไทยในปี 2550 ลดลงร้อยละ 25 ต่างกับของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 136 ซึ่งขณะนี้ยอดรวม FDI ของเวียดนามได้สูงกว่าของไทยไปแล้ว (13,000 ล้านเหรียญ เทียบกับ 8,000 ล้านเหรียญ)
       
       ข้อสรุปเตือนใจทุกฝ่ายในประเทศไทยก็คือ ขณะนี้สมการการลงทุนใหม่ ๆ ของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มีประเทศไทยเป็นตัวแปรอยู่ในนั้นเลย ดังจะเห็นได้จากกรณีของกลยุทธ์การลงทุนแบบ “จีน + 1” ที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งประเทศที่จะเพิ่มเข้ามาในสมการก็คงไม่หนีไปจากเวียดนามนั่นเอง คำถามก็คือ 2 ปีที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรลงไปและปัจจุบันเรากำลังทำอะไรกันอยู่

 

ที่มา : โดย ผู้จัดการรายวัน




ลงวันที่ 21/07/2008 14:45:25
จำนวนผู้ชม 1727 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์