มองเทรนด์บริหารจัดการ 2010 ในมุมที่ปรึกษา

มองเทรนด์บริหารจัดการ 2010 ในมุมที่ปรึกษา | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



"อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา" ที่ปรึกษางานด้านการพัฒนาองค์ชี้ 5 เทรนด์บริหารจัดการองค์กรในปี 2010

จากนี้จะมีศัพท์แสงแปลกใหม่ทางด้านการพัฒนาคนโดยอาศัยเทคโนโลยี นอกเหนือ E-Learning ที่คุ้นเคยแล้ว ก็คือ Webinar,Teleclass,podcast

ทิศทางการบริหารจัดการสำหรับปี ค.ศ. 2010 มีอยู่ 5 ข้อสำคัญที่องค์กรธุรกิจต้องพิจารณาจัดหากลยุทธ์มาตั้งรับ หรือเพื่อเดินเชิงรุก

นี่คือมุมมองของ อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด ซึ่งปัจจุบันเขายังเป็นที่ปรึกษางานด้านการพัฒนาองค์กร  (Organization Development) หรือ  ODให้กับองค์กรธุรกิจชั้นนำไทยหลายแห่ง

และในวินาทีก็คงไม่ต้องชี้แจงกันอีกต่อไปว่าทำไมองค์กรธุรกิจต้องตระหนักถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลง  ด้วยมีบาดแผลจากความเสียหายจำนวนมากที่ยังทิ้งร่องรอยและยังไม่หายสนิท   ซึ่งเทรนด์ 5 ข้อดังกล่าวก็คือ

ข้อแรก  การโยกย้ายงาน จะมีมากขึ้น ดังนั้นเรื่องการบริหารพนักงานดาวเด่น (Talent Management) ในองค์กรจะมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการสรรหา พัฒนา และรักษาพนักงานเหล่านี้  นอกจากนั้นการสรรหาทายาท (Succession Planning) ก็จะเป็นอีกหนึ่ง โปรแกรมที่จะเป็นจุดสนใจของทุกๆ องค์กร

"ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจปี 2010 จะมีแนวโน้มดีขึ้น  เพราะมองเห็นว่ามีข่าวด้านบวกมากกว่าด้านลบทำให้ทุกธุรกิจจะกระเตื้องขึ้นพร้อมๆ กับแผนขยายตัว    ดังนั้นจำนวนพนักงานย่อมต้องมีเพิ่มขึ้นเช่นกัน เรียกว่าปีหน้าจะเป็นปีทองของบริษัทจัดหางาน ส่วนองค์กรก็ต้องคำนึงถึงเรื่อง Employee Engagement หรือ ความผูกพันของพนักงาน เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียพนักงานเก่งและดีไป"

ข้อที่สอง  สหภาพแรงงานจะมีความสำคัญและเข้มแข็งมากขึ้น สาเหตุมาจากในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีทำให้มีการเลิกจ้าง หรือปรับลดค่าจ้างและสวัสดิการ พนักงานค่อนข้างมาก จึงทำให้พนักงานรวมกลุ่มกันเพื่อต่อรองกับนายจ้าง และหลายๆ องค์กร การรวมกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างได้ผลเลยทำให้พนักงานจำนวนมากเห็นประโยชน์ของการมีสหภาพแรงงาน

อภิวุฒิบอกว่าแนวทางในการรับมือที่ดีที่สุดก็คือ ต้องสื่อสารให้มากขึ้น  สหภาพแรงงานส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะพนักงานคิดว่าถ้าไม่รวมตัวกันก็หมายถึงไม่มีอำนาจ  องค์กรจึงควรเปิดให้มีช่องทางในการสื่อสารใหม่ๆ หลายๆ ช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางที่พนักงานสามารถสื่อสารถึงผู้บริหารระดับสูงได้โดยปลอดภัย 

อีกปัจจัยหนึ่งที่เขาเชื่อว่าทำให้บรรยากาศผ่อนคลายได้ก็คือ ผู้บริหารควรต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติตัวเองเสียใหม่ โดยเปิดรับความคิดเห็นจากพนักงานข้างล่างให้มากยิ่งขึ้น ไม่แค่ใช้อำนาจเอาแต่ "สั่ง" เพียงอย่างเดียว


ข้อที่สาม ช่องว่างระหว่างวัยในองค์กรเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดเป็นความขัดแย้ง เพราะในช่วงที่ผ่านมาพนักงานที่มีอายุมาก (Baby Boom  และGen X) ทยอยออกจากองค์กรไป และการรับพนักงานใหม่ถูกอั้นไว้เป็นเวลาพอสมควร เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แนวโน้มการจ้างงานจะมีสูงขึ้น และพนักงานที่รับเข้ามาใหม่ มักเป็น Gen Y อายุยังน้อย

องค์กรจึงควรมีการส่งเสริมให้พนักงานรุ่นเก่า กับพนักงานรุ่นใหม่สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น เช่น  มีโครงการพี่เลี้ยง ให้คนรุ่นเก่านำทักษะและประสบการณ์สอนคนรุ่นใหม่  ซึ่งในทางกลับกันก็ควรมีโครงการ "พี่เลี้ยงกลับด้าน" (Reverted Mentoring) ซึ่งหมายถึงการให้คนรุ่นใหม่ชี้แนะในเรื่องที่คนรุ่นเก่าไม่ค่อยรู้เช่น เทคโนโลยี  เป็นต้น

นอกจากนั้นระบบการบริหารบุคลากร เช่น สวัสดิการ และผลประโยชน์ต่างๆ ก็ต้องออกแบบให้เหมาะกับพนักงานในแต่ละรุ่นด้วย เพราะความคาดหวังของ คนรุ่น Baby Boom&Gen X ย่อมแตกต่างจากคนรุ่น Gen Y อย่างแน่นอน

ข้อที่สี่  องค์กรให้ความสนใจในเรื่อง จริยธรรม จรรยาบรรณ การรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น  อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระแสสังคมเริ่มพูดถึงความเก่ง และความดีของคนกันอย่างกว้างขวาง และมีแนวโน้มเหมือนว่าจะกลายเป็นวาระของชาติไปแล้วสำหรับการให้ความสำคัญกับความดี ความมีจรรยาบรรณ  และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ประเทศชาติ สิ่งแวดล้อม

ทั้งได้ยกตัวอย่าง มาบตาพุด ว่าน่าเป็นกรณีที่จุดชนวนความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวได้อย่างมหาศาล และทำให้ทุกคนในองค์กรหันมาสนใจความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ CSR, Ethic, Code of  Conduct, Good Governance  มากขึ้น และร่วมไม้ร่วมมือกันทำอย่างจริงจัง

ข้อที่ห้า  องค์กรต้องเร่งฝีเท้าไล่กวดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี   ไม่ว่าจะ 3G เรื่อง Web 2.0 หรือ แม้แต่กระแสของ Social Network  ดังนั้นการบริหารจัดการต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับแนวโน้มในข้อนี้ อาทิเช่น  การสรรหาพนักงานอาจต้องอาศัยช่องทางที่เป็น 
Social  Networking,Facebook,Twitter และ  Linkedin  แทนที่ช่องทางเดิมๆ อย่างหนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์หางานทั่วๆ ไป เป็นต้น

"ไม่เว้นในเรื่องการพัฒนาบุคคล ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เดิมเราทำเรื่องนี้กันในห้องเรียนเท่านั้น แต่จากนี้จะมีศัพท์แสงแปลกใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนโดยอาศัยเทคโนโลยี  นอกเหนือจาก E-Learning ที่เราคุ้นเคยแล้ว Webinar,Teleclass,podcast ก็กำลังจะกลายเป็นคำที่คุ้นชินในเร็ววันนี้"

อภิวุฒิยังบอกด้วยว่า เมื่อเร็วๆ นี้เขามีโอกาสอ่านบทความในนิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่งซึ่งสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นชาวอเมริกัน และพบว่ามีข้อความหนึ่งที่สะดุดตาสะดุดใจเป็นอันมาก เพราะคำกล่าวของวัยรุ่นอเมริกันที่ว่า คนรุ่นเก่า (ในสายตาของพวกเขา) นั้นยังคงใช้ Email ในการสื่อสาร แต่สำหรับพวกเขาจะสื่อสารกันทางเอ็ม (MSN) และ Short Message  (ทั้งๆ ที่คนไทยเพิ่งจะใช้ Email ได้คล่องกันเมื่อไม่นานมานี่เอง)

ซึ่งเป็นหน้าที่องค์กรที่จะต้องฝึกฝีเท้า (อย่างหนักหน่วง) เพื่อไล่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่วันนี้อาจจะไวกว่าแสงไปแล้ว

 

โดย : bangkokbiznews.com ชนิตา ภระมรทัต

 

 





จำนวนผู้ชม 11990 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์