ปั้น "Talent" สร้างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถบนโลกการแข่งขัน
ปั้น "Talent" สร้างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถบนโลกการแข่งขัน | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ

|
ช่วงที่ผ่านมาผู้ทรงคุณวุฒิจาก ทั่วโลกต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า อนาคตข้างหน้าจะเป็นยุคสมัยของเอเชีย (The Age of Asia) เป็นเวลาของเอเชีย การพัฒนาขีดความสามารถของคนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์ สำนักงาน ก.พ. จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์กรและการพัฒนาทุนมนุษย์ "นีโอ บูน เซียง" ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอเชีย ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในสถาบันนโยบายสาธารณะลี กวน ยิว ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างสติปัญญา ภาวะผู้นำ สร้างเครือข่ายความเข้าใจและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน มาต่อยอดองค์ความรู้ให้กับคนไทย ในหัวข้อ "How to develop talent as a driving force in ensuring National Competitivenes" และ Building capacity through empowerment ณ โรงแรมคอนราด ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
"การพัฒนาขีดความสามารถในการ แข่งขันว่าสิ่งที่สำคัญเรื่องของโปรดักต์ เป็นสมการของการ input กับ output ถ้าองค์กรไหนใส่ input เข้าไปมากกว่า output ก็จะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประสิทธิภาพที่มาจากคน"
"นีโอ บูน เซียง" เปิดเวทีด้วยการชี้ให้เห็นว่าทุนมนุษย์นั้นคือสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาองค์กร พัฒนาประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น
ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอเชีย
ตั้งคำถามว่า เคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้บริโภคจึงเลือกซื้อรองเท้าที่ผลิตในประเทศอิตาลีมากกว่าที่จะเลือกซื้อรองเท้าที่ผลิตในประเทศจีนทั้งๆ ที่เป็นโปรดักต์ตัวเดียวกัน นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่มากกว่าโปรดักต์คือ สิ่งแวดล้อมของธุรกิจนั้น คุณค่าของคนในประเทศนั้นต่างกัน
ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะเสริมสิ่งต่างๆ เข้าไปในสมองของมนุษย์ให้คิดต่างจาก คนอื่น ให้มีสมรรถนะในการทำงานสูงที่สุด
พอร์เตอร์ได้วิเคราะห์การส่งเสริมสถานะของการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ประกอบด้วย 5 ตัวหลัก
คือ กฎระเบียบ รัฐบาล ความต้องการ ของสังคมในเวลานั้น ผู้ขายสินค้าในช่วงเวลานั้น ความสัมพันธ์หรือความสามารถ
ในการซัพพอร์ตโปรดักต์ของอุตสาหกรรมต่างๆ
เพราะฉะนั้นการจะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น จึงไม่ใช่ผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียว บริษัทที่มีศักยภาพส่วนใหญ่ จะรู้ดีว่าดีมานด์ในประเทศเป็นอย่างไร จะตอบโจทย์ตลาดโลกอย่างไร รัฐและเอกชนต้องช่วยเหลือเสริมซึ่งกันและกัน ตรงนี้คือความท้าทาย
แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ยังคงเป็นองค์กรที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถที่ยั่งยืน เพราะรัฐบาลคือผู้นำทางความคิด
ผู้นำที่เก่งต้องคิดทั้งระบบ เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินต่อไปได้แม้ผู้นำคนนั้น ไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว ทำให้คนรู้จักคิด รู้จักประยุกต์ รู้จักแก้ปัญหา ทรัพยากรบุคคลในภาครัฐจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องพัฒนาให้มีศักยภาพมากขึ้น
"วันนี้ไม่ว่าเราจะส่งคนไปเรียนต่างประเทศ ไปอยู่ในระบบที่ดีอย่างไร ถ้าไม่เปิดโอกาสให้เขาใช้ความคิด ใช้จินตนาการ อินโนเวชั่นใหม่ๆ ก็ไม่เกิด"
"นีโอ บูน เซียง" บอกต่อไปว่า ความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่การที่มีค่าแรงถูก จริงๆ แต่จุดเด่นของประเทศนั้นอยู่ที่คน (people) กระบวนการ (process) และนโยบาย (policy) ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหรือธุรกิจของประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้ และมีผลผลิตที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นทางที่เราเลือก ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่ดั้งเดิม หมายความว่าถึงแม้เราไม่มีเราก็สร้างขึ้นมาได้
รัฐกับเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ ในปัจจุบันภาครัฐเองก็เผชิญปัญหาและความท้าทายมากมาย อาทิ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การที่ประชาชนในประเทศมีความรู้สูงมากขึ้นและติดต่อ ใกล้ชิดกับโลกภายนอกและนานาประเทศ ที่สำคัญนโยบายในสมัยใหม่นั้นมีความ ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อหน่วยงานหลายส่วน ดังนั้น การตัดสินใจในนโยบายใดนโยบายหนึ่งจำเป็นต้องมีการปรึกษาหารือกันอย่างรอบคอบและหลากหลายมุมมอง
ในอีกแง่หนึ่งระบบจะต้องช่วยเสริมให้การทำงานคล่องตัวรวดเร็ว
ส่วนเรื่องวัฒนธรรมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึง ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ best practices จากประเทศต่างๆ เช่น จากญี่ปุ่น จากสิงคโปร์ ดูว่าอย่างไรดีแล้วนำประยุกต์ใช้ แต่ไม่ใช่เอาแบบอย่างจากเขาทั้งหมด เพราะวัฒนธรรมแตกต่างกัน
สำหรับพลังในการขับเคลื่อนความสามารถ "นีโอ บูน เซียง" มองว่า แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ระดับแรก คือ ระดับบุคคล (self empowerment) ระดับที่สอง คือ ระดับองค์กร (organization empowerment)
self empowering หมายถึงการตัดสินใจอะไรด้วยตนเองในระดับที่ตนมีความสามารถจะทำได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้คนสั่ง แต่ในประเด็นนี้อาจจะยังเป็นปัญหามากอยู่ โดยเฉพาะในเอเชียที่มีวัฒนธรรมซึ่งแตกต่างจากตะวันตก
สิ่งที่สำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากการทำธุรกิจยุคใหม่นั้นมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานในองค์กรจำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อความเชื่อมโยงของสิ่งที่ตน ทำอยู่กับส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ยกตัวอย่าง พนักงานประกอบชิ้นส่วนในบริษัทโตโยต้า ไม่เพียงต้องรู้ดีในส่วนที่ตนเองทำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถเข้าใจและ เชื่อมโยงงานที่ทำกับงานอื่นๆ ของบริษัท โตโยต้าทั่วโลกได้ด้วย
organization empowerment หมายถึง ในความเป็นจริงพนักงานหรือ ผู้จัดการที่อยู่หน้างาน (line manager) เป็นคนติดต่อกับลูกค้าและเป็นผู้เผชิญปัญหาเอง ดังนั้น จึงมีความเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งและสามารถหาทางจัดการได้ดีกว่า ผู้บริหารที่นั่งอยู่ภายในองค์กร ฉะนั้น การมอบอำนาจการตัดสินใจบางอย่างให้คนเหล่านี้จะทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
การจะสร้าง value จะต้องมีทั้งส่วนประกอบของทุนที่จับต้องได้ และทุนที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งได้แก่ คน ความรู้ เครือข่ายความสัมพันธ์ วัฒนธรรม และแบรนด์ ที่ต้องนำมาบูรณาการเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นความสามารถขององค์กร
ความสามารถนี้เกิดมาจากการบริหารจัดการที่สมดุลระหว่างสินทรัพย์ที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ และความสามารถนี้จะนำไปสู่การสร้างคุณค่าขององค์กรทั้งในแง่ของการพัฒนาโปรดักต์ที่ต้องทันสมัย
"นีโอ บูน เซียง" ยกตัวอย่างท่าเรือที่สิงคโปร์ว่า ทุกวันนี้ตู้คอนเทนเนอร์ที่เข้ามาที่สิงคโปร์จำนวนมากมายนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะทุนที่จับต้องได้ที่ดีกว่าเหรอ คำตอบคือไม่ใช่ แต่เป็นเพราะการบริหารจัดการ ซึ่งมาจากคนและองค์ความรู้ที่ถือเป็นทุนที่จับต้องไม่ได้ ที่ทำให้สามารถเพิ่มผลิตผลได้ คนที่ทำงานที่ท่าเรือต้องรู้หมด ทุกอย่าง เข้าใจความเชื่อมโยงของทั้งระบบ มีความเข้าใจเป้าหมายขององค์กร ของระบบงาน ที่ทำเพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้ได้อย่างดี หากประเทศเรามีระบบซอฟต์แวร์ที่ดี แต่ขาดคนที่มีความเข้าใจที่จะใช้โปรแกรมต่างๆ เหล่านี้ ซอฟต์แวร์เหล่านั้นก็จะหมดความหมาย
ในประเด็นของ self empowerment หมายถึงพนักงานในองค์กรต้องสามารถตัดสินใจเองได้ในระดับหนึ่ง ไม่ใช่รอคอยคำสั่งจากข้างบน การจัดการสมัยใหม่ พนักงานข้างล่าง โดยเฉพาะส่วนที่อยู่หน้างานต้องเป็นคนบอกผู้บริหารว่าปัญหาที่ประสบคืออะไร และต้องการอะไร
ฉะนั้น การที่จะมอบหมายงานให้ พนักงานคนใดจะต้องดูว่าพนักงานผู้นั้นมีความรู้ความสามารถที่จะทำงาน ที่จะตัดสินใจได้ ไม่ใช่ทุกคนจะตัดสินใจได้ และไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะสามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนได้ หากมอบอำนาจให้ไปโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนสียก่อนก็จะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้
การสร้างพลังในการขับเคลื่อนเปรียบเสมือนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือการสร้างช่องทางในการสื่อสาร ระหว่างผู้บริหารกับลูกน้อง เพื่อให้ผู้บริหารได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบข้อมูลที่แท้จริงประกอบการ
ตัดสินใจ ดังนั้นพลังในการขับเคลื่อนจึงไม่ใช่เทคนิคใหม่ๆ ในการบริหารจัดการ แต่จริงๆ แล้ว คือการสร้างความสัมพันธ์แบบ 2 ทาง ระหว่างคนในแผนกต่างๆ ขององค์กร ซึ่งผู้บริหารในองค์กรนั้นต้องเปิดใจและเปิดกว้างที่จะรับฟังความเห็น และประเด็นปัญหาจากลูกน้องที่รายงานจากข้างล่างขึ้นมาสู่ข้างบน
นี่คือหลักการง่ายๆ ที่ทำให้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ลุกขึ้นมายืนโดดเด่น บนเวทีโลกได้ เป็นโจทย์ใหญ่ของคนไทยที่จะต้องทำต่อไป
หน้า 31
ที่มา : matichon.co.th
|
ลงวันที่
22/05/2008 14:33:35
จำนวนผู้ชม
1998 ครั้ง
|
|
ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|