ผู้นำแบบนักประสมประสาน
(The Synthesizer)
เป็นคนประเภทประนีประนอม นักคิด เป็นคนที่เน้นการเอาส่วนประกอบต่างๆ มาประยุกต์เข้าด้วยกันเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ เป็นผู้นำประเภทมุ่งประโยชน์ใช้สอยเน้นไปที่ "อะไรก็ตามที่สามารถทำงานได้จริงๆ" นักประสมประสานนั้นมีพรสวรรค์ในเรื่องของการถอยหลังห่างออกมาจากปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้นสำรวจปัญหาเป็นภาพกว้าง ภายหลังการรวบรวมข้อมูลและมุมมองความคิดที่หลากหลาย แล้วจึงค่อยนำสิ่งเหล่านั้นมาสรุปเป็นการตัดสินใจที่ดี
คุณสมบัติดีที่สุดในตัวของนักประสมประสานก็คือ ความสามารถจะตรวจสอบข้อมูลที่ดูเผินๆ แล้ว ไม่น่าจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเลย มาเชื่อมโยงความหมายของส่วนต่างๆ เหล่านั้นเข้าด้วยกัน แล้ววินิจฉัยออกมาเป็นเรื่องเป็นราวได้ พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขามีวิจารณญาณสามารถจะมองภาพรวมทั้งหมดออก
แต่นักประสมประสานมักไม่ค่อยได้รับเลือกเป็นผู้นำแบบบุญหล่นทับ เนื่องจากพวกเขาชอบทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่ค่อยโอ้อวดความสามารถของตนเอง และถ้าอยู่ในตำแหน่งล่างๆ การสังเกตเห็นคนลักษณะนี้ทำได้ยาก นักประสมประสานจะทำงานของตนเองได้ดีที่สุดถ้าได้อยู่ในมุมสงบ ได้คิดตรึกตรอง ห่างไกลจากสภาพการโต้เถียง การประชุมโต้กันไปมา จุดแข็งของบุคคลลักษณะนี้เมื่อเป็นผู้นำจะอยู่ที่ การเป็นนักวางกลยุทธ์และมีกลอุบายพลิกแพลงต่างๆ พวกเขามักจะเป็นบุคคลที่เชื่อถือวางใจได้ สุขุม และรอบคอบ
ปัญหาของคนเป็นนักประสมประสานบางคนก็คือ พวกเขาชอบความเป็นส่วนตัวมากเกินไป จนขาดความกล้า และมักไม่ชอบการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ใคร ถ้าจะหาการพูดช่วยสนับสนุน หรือช่วยให้อุ่นใจ หรือการพูดอย่างมีพลังผลักดันคนหมู่มาก แบบที่คนมุ่งความสำเร็จทำได้ จงอย่านึกถึงนักประสมประสาน ในบางเวลา นักประสมประสานเองก็จำเป็นต้องลุกขึ้นมากำกับชี้นำตนเองเหมือนกัน เมื่อใดก็ตามที่วางตัวห่างเหินจากคนอื่นมากไป หรือไม่ให้ความนับถือวิจารณญาณแยกแยะของคนอื่น
ผู้นำแบบหุ้นส่วน
(The Partner)
จะมีลักษณะคล้ายๆ กับครูส่วนตัว ทั้งคู่มีลักษณะชอบสัมพันธ์กับคน แต่ในขณะที่ครูส่วนตัวนั้นถ่ายทอดภูมิความรู้ต่างๆ ให้กับคนที่มีประสบการณ์น้อยกว่าหรืออายุน้อยกว่า แต่คนที่มีลักษณะแบบหุ้นส่วนนั้น มีความสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน พร้อมจะทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนอื่นๆ เป็นคนใจกว้าง ให้ความร่วมมือ และมักไม่หลงตัวเอง
ขอให้นึกถึงผู้นำแบบหุ้นส่วนในลักษณะของนักเล่นฟุตบอล ที่พร้อมจะเข้าช่วยสกัด ช่วยกัน หรือทำอะไรก็ตามที่จำเป็น สำหรับให้เพื่อนร่วมทีมผ่านคู่ต่อสู้ไปได้ คนที่มีลักษณะการทำงานแบบหุ้นส่วนนั้นมักจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแบบบุญหล่นทับบ่อยครั้ง เนื่องจากความชำนาญ และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นมักจะปรากฏชัด การถ่อมตนและการปฏิบัติตัวสม่ำเสมอทำให้คนอื่นคัดค้านยาก และหากทีมงานใดมีผู้นำประเภทหุ้นส่วนขึ้นมาชี้นำ ก็มักจะมีสปิริตของการทำงานเป็นทีม ร่วมแรงร่วมใจเป็นแกนกลาง
แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น คนที่มีลักษณะแบบหุ้นส่วน มีแนวโน้มจะกล่าวหาคนอื่นว่า ไม่ยอมทำงานเป็นทีม และพยายามจะเขี่ยบุคคลนั้นออกจากทีม ผู้นำแบบหุ้นส่วนมักไม่ใช่คนที่มีความคิดแปลกใหม่แหวกแนวที่สุด พวกเขามักยืนกรานว่า จะต้องระดมความคิดและให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วย ทว่าในสถานการณ์แบบปัจจุบันทันด่วนฉุกเฉินนั้น คุณไม่มีเวลาจะรอให้ทุกคนมาพร้อมหน้ากันแน่ๆ
ผู้นำแบบกระตือรือร้น
(The Enthusiast)
ถ้าไม่นับสติปัญญาความเฉลียวฉลาดแล้ว คุณสมบัติที่มีค่ามากที่สุดของคนเป็นผู้นำ คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าความสามารถจะสื่อพลังความกระตือรือร้นไปถึงคนอื่นๆ และผู้นำแบบกระตือรือร้นมีความสามารถในด้านนี้มากเป็นพิเศษ คนที่มีความกระตือรือร้นในตัวเอง มักจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำบุญหล่นทับ เพราะความไฟแรงในตัวเขากับงานที่ทำเป็นสิ่งที่คนอื่นๆ ล้วนประจักษ์ ต่อให้บุคคลนั้นเป็นเพียงผู้นำระดับกลาง แต่พลังความกระตือรือร้นในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็ยังปรากฏชัด
ผู้นำแบบกระตือรือร้นนั้น มีหลายอย่างคล้ายกับผู้นำอุดมคติ เพราะเวลาที่เขาให้ความสนใจกับอะไรบางอย่าง พวกเขาจะทุ่มเทให้กับมันมาก และอะไรบางอย่างนั้นก็คือ สิ่งที่เป็นพันธกิจร่วมของกลุ่ม พวกเขาเหมือนเชียร์ลีดเดอร์ที่ทุ่มเทสุดแรงใจ มีความสนุกสนานครื้นเครง แถมยังไม่ย่นระย่อต่ออุปสรรค แม้ในยามที่คนอื่นๆ พากันเหนื่อยหน่ายกับพันธกิจที่ว่า และอยากจะไปให้พ้นๆ แต่คนทั้งสองแบบนี้ยังยืนหยัดมุ่งมั่นอยู่เหมือนเดิม
แต่ความแข็งแกร่งที่มีอยู่นี้เองสามารถจะเป็นข้อเสียได้ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาไม่เหมาะสมสำหรับทีมงาน เช่น ถ้าคุณเอาผู้นำแบบกระตือรือร้นที่เพิ่งจะมารับตำแหน่ง ไปนั่งแท่นเป็นหัวหน้ากลุ่มทำงานมืออาชีพที่ผ่านงานนั้นมาจนโชกโชน ก็เท่ากับคุณสร้างสถานการณ์ที่พร้อมจะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ซึ่งแม้ว่าการจะทำให้คนแบบกระตือรือร้นหมดไฟไปได้นั้น ต้องใช้อะไรไม่น้อยเลย แต่ทันทีที่คุณทำร้ายความรู้สึกของเขา คนแบบกระตือรือร้นมักจะหมดไฟในการทำงาน จนไม่เป็นประโยชน์ให้แก่ใครเลย
ผู้นำแบบส่งเสริมผลักดัน
(The Advocate)
นี่เป็นสไตล์ภาวะผู้นำที่เข้มแข็งที่สุดแบบหนึ่ง ผู้นำแบบส่งเสริมผลักดันนั้น แบกรับความรับผิดชอบของตนอย่างเคร่งครัดจริงจังมาก พันธกิจที่เขาต้องทำกลายเป็นหัวใจ และพวกเขาจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้มันเสร็จสมบูรณ์ ผู้นำแบบส่งเสริมผลักดันจะมีลักษณะคล้ายกับผู้ปกครองที่เข้มงวด พร้อมจะปกป้องนำพาพันธกิจ รวมไปถึงคนทำงานทั้งหมดไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ พร้อมกันนั้นก็เต็มใจจะเสียสละตัวเองเพื่อความสำเร็จของพันธกิจ
ผู้นำแบบส่งเสริมผลักดันนั้นหาได้ยากมาก เพราะตามปกติแล้วเขาจะเป็นบุคลากรที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดในองค์กร เป็นคนที่รู้ว่าการจะได้อะไรมาสักอย่างหนึ่งคุณต้องจ่ายแค่ไหน และพร้อมที่จะจ่ายเพื่อแลกกับสิ่งนั้น คนเหล่านี้ไม่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และไม่ประหยัดคำพูด เมื่อใดที่เกิดความผิดพลาดขึ้น คนแบบส่งเสริมผลักดันพร้อมจะรับผิดทุกอย่าง และเมื่อใดก็ตามที่ตัวเองทำได้ดี ก็พร้อมจะให้ความดีความชอบแก่คนอื่นๆ ลูกทีมส่วนใหญ่มักจะทำงานอย่างถวายหัวให้แก่ผู้นำประเภทส่งเสริมผลักดันของตน ตัวผู้นำเองก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อลูกทีมเช่นกัน
ถ้าหากทีมงานหนึ่งมีภาระความรับผิดชอบ ที่ต้องดึงความรู้ความสามารถจากทุกคนในกลุ่มออกมาให้ได้มากที่สุด ถ้าหากพวกเขามีผู้นำแบบส่งเสริมผลักดันเป็นคนคุมบังเหียน โอกาสที่จะทำแบบนั้นได้ก็มีสูงมาก ตรงกันข้ามในภาวะที่ทุกอย่างราบรื่น การเลือกผู้นำแบบส่งเสริมผลักดันซึ่งมีความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเข้มข้นอยู่ในตัวถือว่าไม่จำเป็น และท้ายที่สุดนั้น การนำแบบเข้มข้นทุ่มเทของผู้นำแบบนี้ สามารถจะก่อให้เกิดประเด็นความขัดแย้งได้ เพราะคนเหล่านี้มักจะดูถูกดูแคลนความอ่อนแอของมนุษย์ การไม่มีความสามารถเพียงพอ ความเกียจคร้าน และการบ่นของคนอื่นๆ
ผู้นำแบบนักการทูต
(The Diplomat)
สไตล์ผู้นำแบบสุดท้ายนี้หายากพอๆ กับผู้นำแบบส่งเสริมผลักดัน คนที่มีความสามารถแบบนักการทูตนั้น ฉลาดเมื่อต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างแท้จริง พวกเขามักรู้ว่าคนอื่นๆ ที่ตัวเองรับมือด้วย ไม่ได้มีอะไรด้อยไปกว่าตนเองเลย พวกเขาจึงมีความนับถือ พร้อมจะให้เกียรติคนอื่นมากเป็นพิเศษอยู่ในตัวเอง คนแบบนักการทูตมีความอดทน ใจเย็น ใส่ใจความต้องการของคนอื่น และมีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจ ผู้นำลักษณะนี้เหมาะจะเป็นคนกลาง เขาจะสามารถทำหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ยได้ดีที่สุด
ในตัวของคนที่มีบุคลิกแบบนักการทูตนั้น มีคุณค่าตามความนิยมแบบเก่ามากมายอยู่ในตัวเอง ตั้งแต่การมีบุคลิกภาพที่นิ่มนวล ทักษะในการฟังเป็นเลิศ การไม่ยกตนข่มท่าน ไม่แสดงกิริยาอาการคุกคาม ซึ่งช่วยให้คนอื่นไม่เกร็งเวลาที่อยู่ใกล้ พร้อมกันนั้นก็มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นธรรมชาติ หันเหความสนใจของคนอื่นไปจากตนเอง
ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่หาคนแบบนักการทูตมาทำงานในองค์กรมากๆ ? เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ คนที่มีความสามารถเฉพาะตัวลักษณะนี้หาได้ยาก ส่วนเหตุผลอื่นก็คือ องค์กรส่วนใหญ่มักจะทำงานแบบราบรื่น คนหลายประเภทอยู่กันสงบดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องหาคนแบบนักการทูตขึ้นมาเป็นผู้นำ ต่อให้เจอคนแบบนั้นในองค์กรก็ตาม และจริงๆ แล้วบุคลิกแบบนักการทูตนั้นเหมาะจะเป็นที่ปรึกษามากกว่าผู้นำ เพราะคนเป็นผู้นำนั้นมักจะถูกเลือกขึ้นมารับภาระบางอย่าง ที่มีความกดดันเรียกร้องมากกว่าการเป็นแค่คนกลางติดต่อเจรจา
ผู้นำแต่ละแบบที่หยิบยกมานี้ ไม่ใช่การระบุตายตัว คุณไม่จำเป็นต้องได้ชื่อว่าเป็นผู้นำแบบใดแบบหนึ่ง รวมทั้งคุณสามารถจะเป็นผู้นำแต่ละแบบได้อย่างละนิดอย่างละหน่อยรวมอยู่ในตัวเอง แต่การแยกแยะประเภทของผู้นำออกมา ก็แค่เสนอจุดที่เป็นความแตกต่าง ซึ่งคนต่างกันนำไปใช้แล้วประสบความสำเร็จ การได้รู้ถึงจุดอ่อนจุดแข็งของผู้นำแต่ละแบบจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์
จากหนังสือ "The Accidental Leader : What to do when you''re suddenly in charge" หรือ "ผู้นำบุญหล่นทับ" โดย ฮาร์วีย์ รอบบินส์ และ ไมเคิล ฟินเลย์ แปลและเรียบเรียงโดย ศิระ โอภาสพงษ์ สำนักพิมพ์ เอ.อาร์. บิซิเนส เพรส
แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ