บริษัทปรับตัวรับบทบาท "ผู้หญิง" ขั้วอำนาจใหม่แห่งโลกธุรกิจ

บริษัทปรับตัวรับบทบาท "ผู้หญิง" ขั้วอำนาจใหม่แห่งโลกธุรกิจ | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา คือ การที่ "ผู้หญิง" ก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะในประเทศร่ำรวย

"ดิ อีโคโนมิสต์" ระบุว่า เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ทำให้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้คนนับล้านที่เคยพึ่งพาให้ผู้ชายกุมชะตากรรมทางเศรษฐกิจ เริ่มคิดใหม่ ทำใหม่ รวมทั้งการที่ผู้หญิงได้รับการยอมรับทัดเทียมกับผู้ชาย

ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในตลาดแรงงานสหรัฐ โดยมีสัดส่วนราว 49.9% ในเดือนตุลาคมปีก่อน และพวกเธอมีส่วนขับเคลื่อนบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ เป๊ปซี่ โค อาร์เชอร์ แดเนียลส์ มิดแลนด์ และ ดับเบิลยู. แอล. กอร์ แอนด์ แอสโซซิเอตส์

แม้ผู้หญิงจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะผู้ชายยังมีอัตราจ้างงานสูงกว่า รวมทั้งผู้หญิงยังมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า และไม่โดดเด่นเท่าหนุ่มระดับท็อปในองค์กร

กระนั้นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็มีหลายส่วน โดยก่อนหน้านี้ผู้หญิงมักจะได้งานแม่บ้านและงานประจำที่มักไม่ได้รับ การเอาใจใส่ แต่ทุกวันนี้พวกเธอกลายเป็นแรงงานมืออาชีพและมีสัดส่วนมากขึ้น

ส่วนหนึ่งมาจากการที่หลายประเทศได้ผ่านกฎหมายความเท่าเทียมในเรื่องเพศ แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่หนุนให้ผู้หญิงกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่แทนผู้ชาย อาทิ การที่โลกต้องการแรงงานที่ใช้สมองเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสมากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่เน้นงานที่ต้องการความแข็งแกร่งของร่างกาย ซึ่งผู้ชายได้เปรียบกว่า นอกจากนี้ผู้หญิงยังเป็นที่ต้องการเพื่อ ตอบสนองงานภาคบริการที่ขยายตัวรวดเร็ว

ประกอบกับทุกวันนี้ผู้หญิงต้องการทำงานนอกบ้านมากขึ้น ยิ่งได้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยลดภาระในการทำงานบ้าน อาทิ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า ทำให้เธอมีเวลามากขึ้น ยังไม่นับรวมยาคุมกำเนิดที่ไม่เพียงทำให้พวกเธอแต่งงานช้าลง และไม่ต้องกังวลกับการมีลูก ยังทำให้พวกเธอมีเวลาไปเพิ่มทักษะในด้านต่าง ๆ รวมทั้งสถาบันการศึกษาก็เปิดกว้างสำหรับคุณแม่รักเรียน

การศึกษาที่สูงขึ้นทำให้สาว ๆ มีโอกาสทำงานมากขึ้น เพิ่มมูลค่าในตลาดงาน และเปลี่ยนบทบาทจากคุณแม่บ้านมาเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ ผู้หญิงในยุคนี้มีการศึกษาสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก อย่างในสหรัฐเมื่อปี 2506 มีผู้หญิงที่จบวิทยาลัยราว 62% ที่เข้าสู่ตลาดงาน เทียบกับ 46% ของผู้ที่จบระดับมัธยมศึกษา แต่ปัจจุบันหญิงอเมริกันจากรั้ววิทยาลัยเข้าสู่ตลาดงานถึง 80% เทียบกับ 67% ของหญิงที่จบมัธยม

ขณะเดียวกันก็มีความเปลี่ยนแปลงในหมู่ผู้หญิงที่มีการศึกษา โดยในปี 2509 ราว 40% ของหญิงอเมริกันจบการศึกษาสายศิลปศาสตร์ และมีเพียง 2% ที่จบด้านธุรกิจและบริหาร แต่ขณะนี้ตัวเลขเปลี่ยนเป็น 12% และ 50% แต่ยังตามหลังผู้ชายในด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

แต่ผู้หญิงยังคงตามหลังผู้ชายในการไต่สู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กร โดยบริษัทในทำเนียบฟอร์จูน 500 มีบอสหญิงแค่ 2% ขณะที่พวกเธอได้เข้าไปนั่งในบอร์ดบริหารในบริษัทอเมริกันไม่ถึง 13%

เพราะพวกเธอต้องเลือกระหว่างการทำงานกับการเป็นแม่ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตในสายงาน เพราะการได้เงินเดือนสูงย่อมแลกกับเวลาที่มากขึ้น แต่หลายประเทศก็เริ่มแก้ปัญหาเพื่อให้ผู้หญิงสามารถทำงานและทำหน้าที่แม่ อาทิ สาธารณรัฐเช็ก ฟินแลนด์ ฮังการี มีการจ่ายเงินให้คุณแม่มือใหม่ในช่วง 3 ปีแรก ส่วนเยอรมนี อังกฤษ ญี่ปุ่น หนุนให้ทำงานพาร์ตไทม์

น่าสนใจว่าเทรนด์ผู้หญิงทำงานจะยังคงอยู่ต่อไป ในสหภาพยุโรป นับตั้งแต่ปี 2543 ผู้หญิง 6 ล้านคนเข้าสู่ตลาดงานใหม่จากทั้งหมด 8 ล้านคน ในอเมริกาทุก ๆ 3 ใน 4 คนที่ตกงานในภาวะถดถอยเป็นผู้ชาย ขณะที่อัตราว่างงานของหญิงและชายมะกันอยู่ที่ 8.6% ต่อ 11.2% และผู้หญิงมีอัตราขยายตัวรวดเร็วใน 10 จาก 15 สาขางาน

ผู้หญิงยังจะได้ประโยชน์จากสงครามชิงแรงงานหัวกะทิ "โกลด์แมน แซกส์" คาดว่า สัดส่วนผู้หญิงที่เข้าสู่ตลาดงานมากขึ้นจะทำให้จีดีพีของหลายประเทศเพิ่มขึ้น อาทิ อิตาลี 21% สเปน 19% ญี่ปุ่น 16% สหรัฐ ฝรั่งเศส และเยอรมนี 9% ส่วนอังกฤษ 8%

บริษัททั่วโลกพยายามรั้งแรงงานหญิงที่มีทักษะ และช่วยทำให้พวกเธอทำงานไปพร้อมกับเลี้ยงลูก โดยหลายบริษัทปรับแนวทางการโปรโมตพนักงาน ขณะที่ "เอิร์นส แอนด์ ยัง" และบริษัทบัญชีหลายแห่งใช้วิธีรักษาสายสัมพันธ์กับพนักงานที่มีลูก หากพวกเธอต้องการกลับมาทำงาน

ส่วนเทรนด์ทำงานที่บ้านก็ยังฮิต โดยกว่า 90% ของบริษัทในเยอรมนีและสวีเดนปรับเวลาทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้น ทั้งทำงาน 9 วันต่อ 2 สัปดาห์ อนุญาตให้มาเช้า กลับเร็ว มาสายกลับช้า หรือแชร์เวลางานระหว่างสามี-ภรรยาในออฟฟิศเดียวกัน

อย่าง "ซัน ไมโครซิสเต็มส์" ที่พนักงานกว่าครึ่งทำงานจากบ้าน หรือทำงานผ่านดาวเทียม ส่วน "เรย์ทีออน" (Raytheon) อนุญาตให้พนักงานหยุดงานในวันศุกร์เพื่อดูแลครอบครัว และทำงานเพิ่มในวันอื่น

หน้า 14

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์






จำนวนผู้ชม 2552 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์