องค์กรมีความสุข คนก็มีสุข สูตรธุรกิจ พ.ญ. นลินี ไพบูลย์

องค์กรมีความสุข คนก็มีสุข สูตรธุรกิจ พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM


"พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ " หรือ หมอต้อย ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด และกลุ่มบริษัทในเครือ ชื่อของเธอคุ้นเคยกันดี ไม่เพียงแค่ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงความสวยความงาม และธุรกิจขายตรง แต่ยังโด่งดังในฝีมือการบริหารธุรกิจ จนได้รับรางวัลการันตีคุณภาพและความสามารถระดับอินเตอร์ มากมาย รวมถึง"นักธุรกิจสตรีดีเด่นโลก ประจำปี 2550" ที่ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการนานาชาติถึง 57 ประเทศ

"กิฟฟารีนมีกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนใคร" หมอต้อยกล่าว และขยายเคล็ดลับความสำเร็จ ที่ผสมผสานออกมาเป็นโมเดลเฉพาะ กิฟฟารีน ให้ฟังว่า เริ่มต้นจาก ผู้บริหารต้องเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นก่อน และพยายามเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่น ไม่เอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ต้องยืดหยุ่นและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น สามารถปรับตัวได้รวดเร็วและยอมรับโลกที่เปลี่ยนไป

ส่วนตัวผลิตภัณฑ์จะเน้นให้ความสำคัญต่อความรู้สึกและการยอมรับของคนที่มีต่อแบรนด์ โดยเฉพาะคุณภาพของสินค้าต้องมาก่อน ราคาที่เหมาะสม การกระจายสินค้าที่ดี และสร้างให้นักธุรกิจกิฟฟารีนเก่ง สามารถแทรกซึมผู้บริโภคได้ทุกจุด"การทำตลาด เรามุ่งที่คนไทย และเป็นธุรกิจขายตรงที่มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์เครือข่ายที่ดีที่สุด"

สิ่งเหล่านี้ผลักดันให้กิฟฟารีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดดำเนินการ (17 มีนาคม 2539)

ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเธอเมื่อตัดสินใจผันตัวเองจากสูตินรีแพทย์ มาทำธุรกิจขายตรง ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เธอมีปัญหาครอบครัวถึงขั้นต้องหย่ากัน ตอนนั้นอายุ 36 ปีมีเงินอยู่ประมาณ 100 ล้าน และมีภาระต้องดูแลลูกสาวอีก 2 คนที่กำลังเล็ก โดยนำชื่อลูกสาว 2 คนคือ"น้องกิ๊ฟ" ที่วันนี้อยู่ในวัย 16 ปี และ "น้องฟ้า" วัย 13 ปี มารวมกันเป็นแบรนด์ "กิฟฟารีน(Giffarine)"

หมอต้อยเลือกที่จะสู้อีกครั้ง โดยยึดแนวทางเป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเองในธุรกิจขายตรงที่มีประสบการณ์อยู่แล้วจากที่เคยร่วมบุกเบิกกับสามีทำแบรนด์" สุพรีเดอร์ม " โดยลงเงินไป 100 ล้านบาทกับโรงงาน 2 แห่งที่ใช้ผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริม ช่วงนั้นเผอิญโชคดีมีคนสนใจเข้ามาขายของเป็นอาชีพที่สองของชีวิตจำนวนมาก ทำให้ปีแรกมียอดจำหน่ายสูงถึง 385 ล้านบาท ปีที่สองพุ่งถึง 1,500 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดถึง 4.5 เท่า สวนกระแสเศรษฐกิจมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เจอปัญหาสินค้าผลิตไม่ทันขาย " แต่ในความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเหมือนกับว่า ความรู้ต่างๆเราเรียนได้เร็วในระยะเวลาสั้นๆ หรือ เรียนลัดได้"

เธอยอมรับว่า ตอนเปิดบริษัทตั้งใจแค่อยากจะทำงานที่ใจรักและทำให้นักธุรกิจอิสระ และพนักงานทุกคน มีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนที่เคยอยู่ที่บริษัทเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไปสามารถเติบโตได้ระดับ 12-15%ทุกปี "เป็นเพราะประสบการณ์ บวกกับกลยุทธ์ความคล่องตัวที่เราปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และมุ่ง Customer Lead ด้วยการเรียนรู้ ศึกษาความคิดและจิตใจของคนที่ทำงานกับเรา ตลอดจนประชาชนจนได้สิ่งที่ตอบโจทย์"

อีกสิ่งหนึ่งที่เธอยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด คือ ไม่ใช่เงินในอนาคต ไม่เคยกู้เงินแบงก์มาลงทุน แต่ใช้ผลกำไรจากธุรกิจนำมาลงทุนตลอด ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

มาถึงวันนี้ หมอต้อยบอกว่ากิฟฟารีนมีสมาชิกที่ลงทะเบียนรวม 4.9 ล้านรหัส และจากฐานสมาชิกที่มีอยู่เหล่านี้ทำให้กิฟฟารีนสามารถทำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์และพัฒนาสินค้าใหม่ได้รวดเร็ว เช่น สามารถสำรวจตัวอย่างสินค้า 3,000 คน ได้ใน 3 วัน ผ่านศูนย์ธุรกิจที่มีอยู่ 25 แห่งทั่วประเทศ

ปัจจุบันแม้จะอยู่ในวัย 50 ปี แต่ หมอต้อยก็ยังดูสวย สดใส "ช่วงเครียดและแย่ที่สุดในชีวิต ก็มี คือ ตอนหย่า " ส่วนวิธีคลายเครียดหมอต้อย เผยว่า เลือกจำแต่สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น และใช้ธรรมะ 2 ข้อ คือ เมตตาธรรม และอภัยธรรม ซึ่งถือปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ จึงมักเห็นเธอในบุคลิกที่มองโลกในแง่ดี สามารถสลายความทุกข์ได้เร็ว และมีอารมณ์ขัน สิ่งเหล่านี้ยังถูกถ่ายทอด ลงมาถึงบุคลิกของนักธุรกิจกิฟฟารีนที่อ่อนโยน เป็นเหมือนเพื่อน และที่ปรึกษาที่ดี ที่สำคัญเธอมุ่งมั่นสร้างให้สมาชิกมีความรู้สึกเป็นเจ้าของกิฟฟารีนเองอย่างแท้จริง "เราจะบอกทุกคนเสมอว่ากิฟฟารีนเป็นของนักธุรกิจ และพนักงานทุกคน"

ส่วนหลักคิดส่วนตัวที่นำมาใช้ในการบริหาร หมอต้อย ยึดธรรมะ 3 ข้อ คือ"บริหารตัวเอง บริหารจิตใจ และบริหารชีวิต" ทำให้ควบคุมอารมณ์และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ที่สำคัญมี "สติ" อยู่ตลอดเวลา สำหรับคติประจำใจที่ใช้อยู่คือ เมตตาธรรม กับ อภัยทาน ซึ่งถือเป็นธรรมะที่คุ้มครองโลก "ถ้าทุกคนมีทั้งสองอย่างนี่ใจจะเป็นสุข มีเมตตา อยากเห็นคนอื่นมีความสุข และเมื่อเกิดอะไรขึ้น อย่าโกรธ หรือมีโทสะ โมหะ แค่นี้ชีวิตก็เป็นสุข และเมื่อใจเป็นสุขก็จะคิดสร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆได้"

อย่างไรก็ดีขณะที่ธุรกิจในไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก และแม้ธุรกิจกิฟฟารีนจะไม่ได้ย่ำแย่ตามวิกฤติแต่ก็ไม่ได้เติบโตมากสาเหตุจากกำลังซื้อหดตัว ซึ่งหากเปรียบเทียบยอดขายกิฟฟารีนปี 2551 ขยายตัว 7% เป้าหมายต่อไปของหมอต้อย คือ ตัวเลขยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในปี 2554 "ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ทำยังไงให้คนเข้าใจในหลักการ แล้วเดินไปทางเดียวกัน ซึ่งวันนี้เชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว อยู่ที่ทำยังไงให้เขาใส่ใจลงไปในงานให้ได้มากที่สุด"

ภารกิจที่ท้าทายจากนี้ไป จึงเป็นเรื่องของการรักษาการเติบโตของกิฟฟารีนไม่ให้สะดุดและก้าวสู่เป้าหมายพร้อมกับสร้างทายาทธุรกิจที่เป็นรุ่นสองขึ้นมาที่อาจไม่ใช่คนในครอบครัวแต่เป็น คนในที่มีความสามารถ ส่วนรุ่นที่สามอาจเป็นลูกสาวที่จะเข้ามาบริหารงานในอนาคต

พร้อมกันนี้ยังมีข้อคิดผ่านถึงคนรุ่นใหม่ว่า แม้คนรุ่นใหม่จะมีความรู้ด้านการจัดการดีอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องมีหลักในการบริหาร 3 ข้อ คือ หนึ่ง วิธีคิดที่ถูกต้อง สองวิธีการถูกต้อง ทั้งสองข้อนี้เรียนรู้ได้จากมหาวิทยาลัย และสาม มีแรงบันดาลใจสม่ำเสมอ (Passion & Inspiration)หากมีทั้งสามข้อก็จะสามารถวางแผนนำองค์กรสู่ความสำเร็จได้

แม้ภาพเธอจะเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ แต่ชีวิตส่วนตัวก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ที่พอมีเวลาว่างก็ชอบไปเที่ยว และ

ช็อปปิ้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า (ไม่ติดแบรนด์เนม) ทานอาหารอร่อย หมอต้อยบอกว่าของหวาน ของมัน ชอบทานทั้งนั้น แล้วก็กลับมา sit up ปั่นจักรยาน เผาผลาญแคลอรีวันละ 700 ทุกวัน เฮ้ย...ไม่เหนื่อยหรือเนี่ย!!!!
บทความโดย : สูตรธุรกิจ พ.ญ. นลินี ไพบูลย์




จำนวนผู้ชม 5101 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์