ธงชัย สันติวงษ์
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง ได้มีผลทำให้ปัจจัยด้าน "ผู้นำ" [Leadership ] ทวีความสำคัญมากขึ้น
เพราะ โลกยุคใหม่มีความสลับซับซ้อน ลื่นไหล จึงมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ความรู้กับประสบการณ์จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะต้องใช้ความเข้าใจประวัติศาสตร์เพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้าง "วิสัยทัศน์" ชี้ทางนำพาองค์กรและผู้ตามเข้าสู่โลกยุคใหม่ ที่มากทั้งโอกาส ควบคู่กับการแข่งขันกับความขัดแย้ง ให้อยู่รอดและเจริญเติบโตได้
ภารกิจสำคัญต่อมาคือ การต้องสามารถสร้างศรัทธาความเชื่อมั่น เพื่อให้คนเดินตาม นั่นคือ การบริหารให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่ที่จำเป็น ซึ่งการยอมรับในตัวผู้นำจะสำคัญยิ่ง
นอกจากนี้ ผู้นำยังต้องเก่งบริหาร กำกับหน่วยงานของคนให้มีการพัฒนาเป็นระบบปฏิบัติงานที่ทันสมัย ลูกน้องทำงานได้เก่ง มีความสามารถในการใช้ ไอที ทำผลงานและบริการประชาชนได้อย่างดี
แล้วทั้งหมดโดยรวมก็คือ การสามารถสร้างศักยภาพการแข่งขัน ให้ชนะเหนือคู่แข่งทั้งหลาย
แต่จุดอ่อนที่มักมีมากับผู้นำยุคเก่าบางคนคือ ความโบราณ ใจแคบ ไม่พัฒนา กับขาดความรู้ รวมทั้งการมีประสบการณ์ที่จำกัดคับแคบจนไม่อาจตามทันโลกที่เปลี่ยน และจุดเสี่ยงก็คือ อุปนิสัยหรือสันดานอันมั่นคงถาวรที่แก้ไขยาก ที่ยังคงมีอิทธิพลครอบงำความคิดของผู้นำคนนั้นอย่างเหนียวแน่นและมั่นคง
หากประเทศไหนหรือองค์กรใดต้องเผชิญกับผู้นำเก่าเก็บและจอมปัญหาแล้ว ก็ต้องถือว่าโชคร้าย ที่ความเสี่ยงจะสูงสุดจาก วิกฤติผู้นำ ที่จะก่อความเสียหายได้อย่างมหันต์
นายกฯ สมัคร คือตัวอย่างของผู้นำที่เป็นปัญหา เนื่องจากการโตมาจากการเรียนเอง (โดยเรียนรู้จากการคุยกับจิ้งหรีดแถวริมรั้ว) กับทำงานไป ไม่เข้าชั้น และโตมากับนักจ้อที่ชมรมโต้วาทีกับชมรมเชียร์ ทำให้ผู้ใหญ่เห็นถึงอันตรายที่เกิดจากความเสี่ยงที่จะเสียหาย หากคนแบบนี้ไปเป็นใหญ่ในสังคม
นั่นคือ เหตุผลเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงการเรียนจากตลาดวิชาเป็นระบบปิด พร้อมกับการสร้างวิชาพื้นฐานให้เรียนเหมือนกันในปีหนึ่ง เพื่อให้ใจกว้าง รู้จักชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อมและสำนึกที่ดี มีเหตุผล ไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์และเชื่อถือได้
ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้กล่าวได้ว่าเกิดจากปัญหาผู้นำ โดยเฉพาะ ตัวนายกฯ ปัจจุบันและคนก่อนหน้า ที่มีปัญหาจนกลายเป็นความเสี่ยง ที่จะก่อผลเสียหายแก่ส่วนรวมและส่วนตัว
การศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ กล่าวถึงปัญหาผู้นำว่า มาจากพื้นฐานชีวิตวัยเด็ก ที่ถูกสร้างสม ขัดเกลามาอย่างไม่สมดุล ทำให้ผู้นำยึดมั่นอ้างอิงกับบางสิ่ง เหนียวแน่นและใช้เป็นบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาหรือการทำงาน
รูปแบบความผิดพลาด ไม่สมดุลของผู้นำที่พอจะนำมากล่าวให้เห็นเป็นตัวอย่างคือ
ก) ผู้นำ ที่มุ่งรักองค์กร [Organization centered] หรือ ไม่ต่างกับการรักชาติ ในกรณีประเทศ ผู้นำแบบนี้จะพิทักษ์รักษาประโยชน์องค์กรเป็นหลัก จนบางครั้งเสียสละทำงานให้ลืมนึกถึงตัวเอง
ข) ผู้นำ ที่มุ่งหาประโยชน์ หรือ สนใจแต่ความคิดความต้องการของตนเอง [Self centered] หรือตามใจตัวเอง ซึ่งพฤติกรรมจะถือความคิดและผลประโยชน์ส่วนตนของตัวเองเป็นสำคัญ นิสัยจะเห็นแก่ตัว ดื้อด้าน ไม่ยอมเสียสละอะไรให้ใครๆ หรือไม่ให้แม้แต่กับสังคมหรือถิ่นเกิด ซึ่งหากผิดใจ การทำร้ายองค์กรหรือฝ่ายตรงข้ามจะเกิดขึ้นได้
ค) ผู้นำที่มุ่งสังคม [Social centered] คือผู้นำที่ถือประโยชน์สังคม ส่วนรวมเป็นใหญ่เหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ผู้นำแบบนี้ พร้อมจะเสียสละทำให้กับสังคม จนบางครั้งแม้ต้องเข้าเนื้อหรือพลอยทำให้สมาชิกในองค์กรต้องลำบากก็มี ผู้นำแบบนี้จะไม่ต่างจากนักบุญ และจะเสียสละให้ส่วนรวม จนเกินพอดี ซึ่งหากเข้าสวมบทบาทต้องรับผิดชอบทำมาค้าขายหรือทำกำไรแล้ว ก็อาจเสียหายได้ คือทำไม่ได้ตามเป้า และกลับจะขาดทุน หรือขายไม่ได้ เพราะไม่กล้าทำกำไรจากสังคม โดยคิดว่านั่นคือ การเอาเปรียบ
ง) ผู้นำที่ตกยุค ขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ ตามไม่ทันโลก จะเป็นผู้นำที่บริหาร โดยอาศัยคำพูดตามตัวกฎหมาย หรือ สุดแต่กลอนจะพาไป โดยพฤติกรรมจะมีแต่การอาศัยสามัญสำนึก ที่เกิดจากความนึกคิดและความจำเก่าๆ ของตัวเองที่ไม่มีการเช็คสอบกับฝ่ายอื่น โดยเป็นผู้นำประเภทศิลปินเดี่ยวเดียวดาย ขาดเพื่อน พูดกับใครไม่ได้ โดยมักมีเพื่อนแท้คือ หมาและแมว และจะมีนิสัยไปในสองทางคือ ถ้าเปล่าเปลี่ยว ก็ชอบจะไปดำน้ำตัวคนเดียว หรือถ้ากร่างคิดว่าตนเก่ง ก็จะพาลหาเรื่องไปทั่ว ตามใจและอารมณ์ตัวเอง โดยหลงผิดคิดว่าตัวเองคือเทวดา
ซึ่งผู้นำแบบนี้ความเสี่ยงจะสูงที่สุด เป็นอันตรายต่อทั้งลูกน้องผู้ตาม องค์กร สังคม รวมถึงครอบครัวตัวเอง สภาพจะไม่ต่างจากคนป่วย
หากที่ไหนมีผู้นำแบบที่ว่านี้ แล้วเข้าไปรับผิดชอบในตำแหน่งสำคัญ ก็ให้ต้องเสียใจกับสมาชิกทั้งหลายของที่นั้นว่า กำลังนั่งเรือไร้หางเสือ ขณะที่กัปตันกำลังเมาเพราะ หลงและระแวงเงาตัวเอง