ความสำคัญของการมีส่วนร่วม ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจกรรม CSR

ความสำคัญของการมีส่วนร่วม ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจกรรม CSR | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



คอลัมน์ CEO TALK

โดย ดร.อัศวิน จินตกานนท์ กรรมการมูลนิธิรักษ์ไทย และที่ปรึกษาอาวุโสกลุ่มบริษัททีม

CSR เป็นความมุ่งมั่นของธุรกิจที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างมีจริยธรรมและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในสังคมโดยการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและสังคมในวงกว้าง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1.CSR "ในบ้าน" หรือความรับผิดชอบต่อสังคมในองค์กรของตนเอง ไม่เสแสร้งทำเพื่อการสร้างภาพระยะสั้น เช่น ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย กฎเกณฑ์และระเบียบของอุตสาหกรรมนั้นๆ รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ต่อพนักงาน ต่อแรงงาน และดูแลความปลอดภัย ทุกข์สุขและความก้าวหน้าของพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจกรรมขององค์กร

2.CSR "รอบรั้วขององค์กร" หรือความรับผิดชอบในบริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งขององค์กรหรือโรงงาน เช่น การช่วยเหลือชุมชนรอบโรงงาน หรือใกล้องค์กรเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

3.CSR "นอกรั้ว" หรือความรับผิดชอบต่อสังคมที่ไกลออกไป เช่น การช่วยเหลือ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ใกล้เคียงองค์กรหรือโรงงาน เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในประเทศพม่า

ประเภทของกิจกรรม CSR ที่นิยมดำเนินการร่วมกับชุมชนทั่วไป (1) มีอยู่ประมาณ 10 ประเภทด้วยกัน คือ

1.กิจกรรมที่บรรเทาหรือลดความยากจน 2.กิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 3.กิจกรรมเกี่ยวกับความปลอดภัยและทุกข์สุขของแรงงาน 4.กิจกรรมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน 5.กิจกรรมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน 6.มาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่ดีตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯสำหรับบริษัทจดทะเบียน 7.กิจกรรมเกี่ยวกับสุขอนามัยในชุมชน 8.กิจกรรมเกี่ยวกับการบรรเทาสาธารณภัย 9.กิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนาภาวะผู้นำ 10.กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร

(1) ที่มา : CSR-กระแสคุณธรรมของธุรกิจในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ศิริชัย สาครรัตนกุล

การดำเนินกิจกรรมโดยการมีส่วนร่วม

ในการดำเนินโครงการ CSR ที่ดีนั้น ผู้ดำเนินโครงการควรให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stake holders) มีส่วนร่วมใน กระบวนการตัดสินใจและในการวางแผน ตลอดจนในการคัดเลือกโครงการหลายโครงการที่จบลงด้วยความล้มเหลวเป็นเพราะ "ผู้ให้" หรือ "ผู้อยากจะให้" ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของผู้รับ เพียงแต่ตัดสินใจข้างเดียวว่าต้องการจะให้อะไร และเรียก "ผู้รับ" มารับของไป การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่ไม่ได้ให้เกียรติผู้รับอย่างเดียว แต่ยังเป็นกิจกรรมที่ไม่มีความยั่งยืน เพราะผู้รับมารับบริจาคเพียงครั้งเดียวแล้วก็ไปโดยไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันเลย

บางครั้งผู้ให้คิดว่าการที่จะต้องมาฟังความคิดเห็นจากผู้รับ เป็นการเสียเวลา เสียทรัพยากร แต่หาคิดไม่ว่า "ผู้รับของ" ก็มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี

ดังนั้น การรับฟังความคิดเห็นโดยให้ผู้รับและ NGO ที่ร่วมดำเนินการ จะแสดงถึงความจริงใจและความห่วงใยของผู้ให้ อาจทำให้ผลลัพธ์ได้ผลดีและยั่งยืน

การดำเนินกิจกรรม CSR โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stake holders) ในทุกๆ กรณีจึงควรที่จะมีการปรึกษาหารือและรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีอยู่ 4 ระดับด้วยกัน คือ

1.การให้ข้อมูลโดยผู้ให้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการทำ CSR และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้ ผู้รับอธิบายถึงความต้องการและความพร้อมของเขาที่จะรับความช่วยเหลือ

2.การปรึกษาหารือ (consultation) เป็นการที่ผู้รับและผู้ให้ปรึกษาถึงวิถีทางที่จะดำเนินการให้ดีที่สุด และเป็นที่ยอมรับของชุมชน ในขั้นตอนนี้ผู้ให้ควรจะระมัดระวังที่จะไม่ให้ผู้รับมีความรู้สึกว่าเป็นการ "ให้ทาน" ซึ่งโดยทั่วไปองค์กรเอกชน (NGO) จะเข้าประสานงานให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันอย่างดี

3.การตัดสินใจร่วมกัน (collaborative decision making) การตัดสินใจร่วมกันนี้เป็นการทำให้ผู้รับมีความรู้สึกว่าเขามีส่วนในการทำให้โครงการ CSR ประสบผลสำเร็จ เพราะได้ผลประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

4.การให้อำนาจต่อผู้รับความช่วยเหลือ (empowerment) หาก "ผู้ให้" ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว ผู้รับจะมีความรู้สึกว่าเขาได้รับเกียรติและยินดีที่จะร่วมในทุกๆ ขั้นตอนของโครงการ CSR

บทบาทขององค์กรเอกชน (NGO)

บทบาทขององค์กรเอกชนเสมือน "พ่อสื่อหรือแม่สื่อ" ระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน เนื่องจากองค์กรเอกชนมีความเข้าใจในชุมชนดี และทราบถึงความต้องการ ตลอดจนความสามารถพิเศษของภูมิปัญญาในชุมชน ดังนั้นองค์กรเอกชนจึงอยู่ในฐานะที่จะให้คำแนะนำต่อองค์กรธุรกิจที่สนใจทำ CSR ในชุมชนนั้นๆ

ธุรกิจซึ่งมีความสามารถพิเศษและมีความรู้ด้านธุรกิจ เช่น การตลาด การผลิต การควบคุมคุณภาพ การบริหารการเงิน และ logistics สามารถลดความยากจนในชุมชนโดยการแนะนำความรู้ด้านธุรกิจให้แก่ชุมชน ตัวอย่างที่เห็นทั่วไปก็คือ OTOP ซึ่งช่วยให้ชุมชนหลายชุมชนสามารถเอาชนะความยากจนโดยการขายภูมิปัญญาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ OTOP แต่หลายชุมชนก็ต้องเสียใจเพราะความเร่งรีบของรัฐบาลที่จะให้ OTOP แสดงผลงาน ทำให้หลายชุมชนไม่สามารถเตรียมความพร้อมได้

ในการสัมมนาเกี่ยวกับโครงการ CSR ซึ่งจัดโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย ผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นผู้แทนจาก NGO และธุรกิจ ได้พูดถึงปัจจัยที่ทำให้ CSR ประสบความสำเร็จ คือ

1.การเลือกพันธมิตรที่ถูกต้อง ระหว่างธุรกิจองค์กรเอกชนและชุมชน โดยองค์กรเอกชนต้องแนะนำโครงการที่เหมาะสมให้กับธุรกิจที่จะทำกับชุมชน

2.ความสามารถในความไว้เนื้อเชื่อใจทั้งสองฝ่าย คือ ธุรกิจและชุมชนต้องเข้าใจความรู้สึก ค่านิยม ทัศนคติ และความต้องการของแต่ละฝ่าย

3.การมีผลประโยชน์ร่วมกัน องค์กรเอกชนต้องเข้าใจว่าธุรกิจเป็นจำนวนมากทำ CSR เพื่อจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อประโยชน์ด้านธุรกิจ และธุรกิจต้องทำกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น กิจกรรม CSR ควรช่วยเสริมธุรกิจให้กับธุรกิจของเขา ในขณะเดียวกันธุรกิจก็ต้องเข้าใจองค์กรเอกชนว่า องค์กรเอกชนต้องการสร้างผลงาน เพราะความสำเร็จของโครงการจะทำให้เขาได้รับการบริจาคเพื่อช่วยเหลือชุมชนมากขึ้น ชุมชนต้องการความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาชุมชนของตนให้เป็นชุมชนที่เข็มแข็ง มีสภาพการศึกษาที่ดี และมีสถานีอนามัยที่มีความสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและคนชราได้ดี มีน้ำดื่มที่สะอาด เป็นต้น

การเข้าใจซึ่งกันและกันจะทำให้ทุกฝ่ายไม่สร้างความหวังที่เกินความจริง และอาจเกิดความผิดหวังในอนาคต การมีความจริงใจต่อกัน ความคาดหวังที่เหมาะสม ความพร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะนำไปสู่ CSR ที่ประสบความสำเร็จ

หน้า 33

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ






จำนวนผู้ชม 3636 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์