เอ็นจีโออีสานขานรับ จี้สนช.ยุติการออกกฏหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ชี้พยายามกดหัวชาวบ้านไม่ให้มีสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ และหาช่องทางไม่ให้ชาวบ้านแสดงออกทางการเมืองภาคประชาชน ขู่ระดมพลปิดรัฐสภาหากได้รับการประสาน เตรียมล่า 5 หมื่นชื่อยกเลิกหากกฏหมายผ่าน
เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 19 ธ.ค.50 ที่ห้องประชุม คณะกรรมการประสานงานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)ภาคอีสาน เครือข่ายองค์กรชาวบ้านภาคอีสาน และองค์กรพัฒนาเอกชน ได้เปิดแถลงเรียกร้องการยุติบทบาทของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ในการเร่งออกกฏหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองของภาคประชาชนและปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ
โดนนายหนูเกณฑ์ จันทาสี ตัวแทนเครือข่ายองค์กรชาวบ้านภาคอีสาน กล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ได้แสดงธาตุแท้ของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้าราชการประจำ โดยพยายามที่จะกดหัวชาวบ้านไม่ให้มีสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ และพยายามที่จะหาช่องทางไม่ให้ชาวบ้านแสดงออกทางการเมืองภาคประชาชน
ซึ่งในทางปฏิบัติการพิจารณากฏหมายที่มีผลกระทบแบบนี้ต้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลังวันที่ 23 ธ.ค.50 นี้เป็นสภาที่พิจารณากฏหมาย ไม่ใช่เร่งรีบออกอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ โดยมีการเร่งพิจารณากฏหมายกว่า 30 ฉบับ ภายในเวลาเพียง 4 วัน ซึ่งอาจจะทำให้การพิจารณาในการผ่านร่างกฏหมายไม่มีความละเอียดรอบครอบ
ดังนั้นพวกเราเครือข่ายองค์กรชาวบ้านภาคอีสาน ขอให้สภานิติบัญญัติยุติบทบาทในการออกกฏหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของชาวบ้านและประชาชนอื่น ๆ ซึ่งประกอบด้วย ร่างพรบ.ความมั่นคงแห่งชาติ ที่เป็นกฏหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรที่ให้อำนาจทหารอย่างล้นฟ้า ในการจับกุมชาวบ้าน นำมาซึ่งการกระทำที่ไม่มีความผิดทางกฏหมายและนอกจากนั้นยังขาดการตรวจสอบจากสถาบันตุลาการ
ร่างกฏหมายทรัพยากรน้ำ อันเป็นกฏหมายที่ทำให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่คำถึงถึงสิทธิของชุมชนและเป็นการไม่เคารพต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้สั่งสมความรู้ในการจัดการทรัพยากรตามความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ให้อำนาจรัฐในการจัดการทรัพยากรน้ำแบบรวมศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ การเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะที่สำคัญจะมีการเก็บค่าน้ำจากภาคเกษตร
ร่างกฏหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐมีอำนาจในการจัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปเป็นบริษัทที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เล่นหุ้นและนายทุน โดยแลกกับการที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศต้องสูญเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล
ร่างกฏหมายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบทุกฉบับ อันหมายถึงการขายการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์จากการศึกษา จะทำให้ค่าเล่าเรียนแงข้นอีกหลายเท่า เป็นการกีดกันลูกหลานชาวไร่ชาวนา หรือผู้มีรายได้น้อยไม่ให้ได้รับการศึกษา ทั้งนี้เพราะไม่มีความสามารถในการชำระค่าเล่าเรียน แม้ว่ารัฐจะอ้างว่ามีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาก็ตาม
ร่างกฏหมายสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งให้อำนาจหน่วยงานผู้แทนรัฐกับผู้แทนนายทุนธุรกิจทางการเกษตรเพียงไม่กี่ราย ในการกำหนดนโยบายและแนวทางเกษตร โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและแนวทางพัฒนาภาคการเกษตรได้
"ขณะนี้ทางเครือพร้อมที่จะดำเนินการให้เป็นในแนวทางเดียว คือขอให้สนช.ยุติการออกกฏหมายละเมิดสิทธิประชาชนเหล่านี้ โดยหากเหตุการณ์ถึงที่สุดแล้ว ทางเครือข่ายก็พร้อมที่จะร่วมชุมนุมกดดัน หรือทำการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อไม่ให้สนช.ออกกฏหมายดังกล่าว โดยในส่วนภูมิภาคอาจมีการชุมนุนยื่นหนังสือร้องผู้ว่าราชการตามจังหวัดต่าง ๆ แต่ทั้งนี้หากกฏหมายที่ละเมิดสิทธิประชาชนผ่านออกมา ทางเครือข่ายก็จะทำการล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2250 เพื่อถอดถอนกฏหมายเหล่านี้ต่อไป"นายหนูเกณฑ์ กล่าว
แหล่งข่าว : คมชัดลึก