จ๊ากโรงพยาบาลเอกชน 112 แห่ง มีมติไม่ต่อสัญญากองทุนทดแทนประกันสังคม ใครเจ็บป่วยจากการทำงานจ่ายเงินรักษาก่อนเบิกทีหลัง
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี ประธานชมรมโรงพยาบาลเอกชนเพื่อการพัฒนาระบบบริการประกันสังคม กล่าวว่า โรงพยาบาลเอกชนที่เป็นสมาชิกชมรมทั้ง 112 แห่ง มีมติ ร่วมกันว่าจะไม่ทำข้อตกลงกับกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อรักษา ผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกประกันสังคมในปี 2551 แล้ว
เนื่องจาก สัญญาไม่เป็นธรรม เพราะกำหนดเงื่อนไขว่าจะยกเลิกสัญญาได้ เมื่อได้รับความยินยอมจากประกันสังคมเท่านั้น และต้องแจ้งล่วงหน้า 90 วัน
นพ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การไม่เซ็นสัญญากับกองทุนทดแทนนั้น มั่นใจว่าไม่ทำให้ผู้ประกันตนได้รับผลกระทบในการรักษาพยาบาล เพราะยังให้บริการตามปกติ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการเบิกจ่ายเงินจากเดิมที่ประกันสังคมจะสำรองค่าใช้จ่ายให้ และไปเบิกกับกองทุนเงินทดแทน เปลี่ยนมาเป็นใช้วิธีผู้ป่วยจะต้อง จ่ายเงินก่อน แล้วค่อยมายื่นเรื่องที่นายจ้าง แล้วนายจ้างจะเบิกจากกองทุนทดแทน
ด้านนายสิทธิพล รัตนากร รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า หากโรงพยาบาลใดไม่ต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกก็ถือเป็นสิทธิ์สามารถยกเลิกได้ หรือถ้าโรงพยาบาลยังประสบปัญหาอะไรก็สามารถหารือทำความตกลงได้
นายสิทธิพล กล่าวว่า การเปลี่ยนวิธีทำสัญญาให้มีผลตลอดไป เนื่องจากจะได้ไม่เสียเวลาทำข้อตกลงทุก 2 ปี และสามารถให้การบริการผู้ประกันตนกลุ่มเดิมไว้ได้ต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องอัตราค่าเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลรายหัวขณะนี้ สปส. ได้เพิ่มอัตราค่ารักษาจาก 3.5 หมื่นบาท เป็น 4.5 หมื่นบาท กรณีเจ็บป่วยรุนแรงเรื้อรังเบิกได้จาก 2 แสนบาท เป็น 3 แสนบาทนั้น กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา
ทั้งนี้ กองทุนเงินทดแทนเป็นหนึ่งในกองทุนประกันสังคม โดยให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตจากการทำงาน โดยเก็บเงินสมทบจากนายจ้างฝ่ายเดียวในอัตราไม่เกิน 5% ของค่าจ้าง
กองทุนเงินทดแทนได้ทำสัญญากับโรงพยาบาลที่เป็นสมาชิกว่า จะต้องรักษาพยาบาลให้แก่ผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากการทำงานและให้เบิกเงินภายหลัง โดยสมาชิกที่ป่วยต้องทำใบส่งตัวจากนายจ้างไปยังโรงพยาบาลที่ทำข้อตกลงไว้ แล้วให้โรงพยาบาลมาเบิกจ่ายจากกองทุนทดแทนภายหลัง
ในกรณีที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนายจ้างหรือลูกจ้างสำรองจ่ายไปก่อนแล้วนำหลักฐานมาเบิกจ่ายกับกองทุน
สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน คือได้รับค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทนเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 3.5 หมื่นบาท
กรณีที่เกิน 3.5 หมื่นบาท ให้ นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 5 หมื่นบาท กรณีค่ารักษาพยาบาลไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก แต่รวมแล้วไม่เกิน 2 แสนบาท
ปัจจุบันกองทุนเงินทดแทน มีโรงพยาบาลเป็นสมาชิก 1,132 แห่ง เป็นสถานพยาบาลของรัฐ 871 แห่ง มีเงินกองทุน 2.3 หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าว : โพสต์ทูเดย์