ก.แรงงาน สั่ง จนท.-ประสานท้องถิ่น คุมเข้มตะเข็บหลังแว่วข่าวพม่าทะลักเข้าไทย เน้น ตาก-ระนอง-เชียงใหม่ เมืองกาญจน์ ขณะที่เอ็นจีโอ จี้รัฐไทยแสดงจุดยืนต่อต้านเผด็จการให้ชัด เผย 27 ก.ย.บุกสถานทูตพม่า ค้านใช้ความรุนแรง พร้อมรณรงค์ติดริบบิ้นสีส้ม-ประดับธงธรรมจักร
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กล่าวว่า ขณะนี้ กสร.ได้ออกหนังสือเวียนไปยังสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวชาวพม่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น จ.สมุทรสาคร ระนอง ตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน ราชบุรี กาญจนบุรี เป็นต้น ให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามความเคลื่อนไหวสถานการณ์การชุมนุมประท้วงรัฐบาลทหารพม่า และประสานงานกับหน่วยงานปกครองท้องถิ่นส่วนอื่นๆ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตำบล ทหาร ตำรวจ ในพื้นที่ เนื่องจากรับทราบมาว่าอาจจะมีกลุ่มชาวพม่าก่อเหตุประท้วงโดยใช้พื้นที่ประท้วงในประเทศไทย รวมไปถึงมีชาวพม่าบางส่วนทะลักเข้ามาในราชอาณาจักร
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกชาตินิยม เป็นธรรมดาที่ทุกคนมีความรู้สึกเป็นห่วงประเทศ ครอบครัวของตน แต่อย่างไรก็ตาม กสร.คิดว่าไม่น่าจะรุนแรงมากนัก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศพม่า ซึ่งขณะนี้แม้เราจะยังไม่ได้รับรายงานความเคลื่อนไหวในประเทศที่แท้จริง แต่เราก็ภาวนาว่าจะไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้เราก็ต้องหาวิธีป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย” นายผดุงศักดิ์ กล่าว
นายวสันต์ สาทร ผอ.สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กล่าวว่า อาจเป็นไปได้ชาวพม่านั้นทะลักเข้ามาในประเทศไทย หากเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงบานปลายจนทำให้รัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงกับผู้ประท้วง เรื่องนี้ทางคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวกำลังจับตามองอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลตะเข็บชายแดนนั้นเป็นเรื่องของหน่วยความมั่นคงดูแลอยู่
นายอดิศร เกิดมงคล รองประธานมูลนิธิสันติวิถี กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการแสดงจุดยืนว่าไม่สนับสนุนการจัดการม็อบด้วยความรุนแรงและต้องเตรียมรับมือชาวพม่าที่ทะลักเข้ามา อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิฯร่วมกับองค์กรต่างๆ จะดำเนินการความเคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำของรัฐบาลพม่า โดยจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานทูตพม่าประจำประเทศไทย ในเวลา 10.00 น.พร้อมทั้งจัดกิจกรรมจุดเทียน สวดมนต์ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปติดริบบิ้นสีส้ม ประดับธงธรรมจักร เพื่อแสดงออกถึงการเรียกร้องให้เกิดสันติพม่า
แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ