' แบรนด์ ' การบริหารความประทับใจ (IM) และความสำเร็จของธุรกิจ

' แบรนด์ ' การบริหารความประทับใจ (IM) และความสำเร็จของธุรกิจ | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM


ท่านเคยสังเกตบ้างไหมว่ารอบตัวเราทุกวันนี้ล้วนเต็มไปด้วย "แบรนด์" ทั้งนั้น เริ่มจากปัจจัย 4 เลยก็ได้ คือ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สิ่งของเหล่านี้ล้วนมียี่ห้อ หรือโลโก้ หรือแบรนด์ทั้งนั้น อาหารพวกเนื้อ หมู เป็ด ไก่ที่เราจับจ่ายซื้อหามาบริโภค ล้วนถูกบรรจุในหีบห่อประทับตราว่าไก่หรือไส้กรอกนี้มาจากฟาร์มไหนบ้าง ซึ่งในช่วงที่ไข้หวัดนกระบาดนี้ บรรดาบริษัทเจ้าของฟาร์มยักษ์ก็จะออกมาป่าวประกาศโฆษณาว่าไก่ของข้าพเจ้านั้นปลอดโรคภัย โดยให้ลูกค้าซื้อไก่จากฟาร์มของตนที่พะยี่ห้อนั้...

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนั้นก็มีหลายแบรนด์ให้เลือกว่าลูกค้าอยากจะมีคาแรคเตอร์ออกมาในแนวไหน บ้านช่องที่อยู่อาศัยก็มีแบรนด์ว่า ถ้าสร้างโดยบริษัทนี้ก็จะอยู่ทน (จนตัวตายไปแล้ว บ้านยังอยู่) หรือบ้านของบริษัทนี้สร้างโดยเน้นไลฟ์สไตล์แบบบาหลี ฯลฯ ยารักษาโรคก็ต้องดูแบรนด์เหมือนกันว่าผลิตโดยบริษัทอะไร ไว้ใจในคุณภาพได้หรือไม่...

นอกจากปัจจัย 4 แล้ว เมื่อมาพิจารณาถึงการดำเนินชีวิตในด้านอื่น เช่น การส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือ ตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลไล่ไปจนถึงมหาวิทยาลัยก็ล้วนมีแบรนด์ทั้งสิ้น จะทำงานกับบริษัทก็ต้องเลือกแบรนด์ของบริษัทที่ดี มีชื่อเสียง ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราทุกคนคือการสร้างแบรนด์และการเลือกซื้อแบรนด์

ที่ว่าสร้างแบรนด์ก็คือการที่เราเลือกเข้าศึกษา เลือกเข้าทำงานกับองค์กรใดๆ รวมทั้งเลือกสวมใส่เสื้อผ้า ใช้ข้าวของต่างๆ ของแบรนด์ใดๆ ทั้งหมดนี้คือการสร้าง "คาแรคเตอร์" หรือบุคลิกลักษณะที่ถือว่าเป็น "แบรนด์" ของตัวเรา ที่เราต้องการสื่อสู่สายตาการรับรู้ของบุคคลภายนอก และในการสร้างแบรนด์นั้นในหลายกรณีเราก็สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ต้องการขึ้นมาได้ด้วยศักยภาพของตนเอง ทั้งนี้ ให้นึกถึงนักออกแบบและนักประดิษฐ์ทั้งหลายที่สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้เป็นคนแรก และในหลายกรณีเราก็อาศัยความสะดวกซื้อแบรนด์ที่สร้างโดยบุคคลขึ้นมาใช้ในการเสริมสร้างแบรนด์ของเราเอง อย่างเช่นที่หลายๆ คนนิยมซื้อของมียี่ห้อต่างๆ เพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพที่เราต้องการ

การสร้างแบรนด์ (Building Brand) นั้น เนื้อแท้คือการสร้างความประทับใจ (Building Impression) นั่นเอง

Paul Rosenfeld นักวิจัยผู้ศึกษาเรื่องการบริหารความประทับใจ (Impression Management หรือเรียกสั้นๆ ว่า IM มานานปี ได้อธิบายว่า IM คือกระบวนการที่สร้างขึ้นเพื่อควบคุมหรือสร้างผลกระทบต่อความประทับใจที่ผู้อื่นมีขึ้นในใจ (ต่อบุคคล องค์กร หรือสิ่งของ-ผู้เขียน) ดังนั้น รูปร่างหน้าตา วิธีแต่งกาย การพูดจา วิธีการทำงาน นโยบายองค์กร บุคลิกของผู้นำ หีบห่อบรรจุภัณฑ์ จึงเป็นองค์ประกอบที่ถูกมองเห็น รับรู้ และตีความโดยบุคคลอื่นทั้งสิ้น ซึ่งก็รับประกันไม่ได้ว่าผู้อื่นจะมีการมองเห็น รับรู้ ตีความและประทับใจตรงกับสิ่งที่เราต้องการให้เขาประทับใจหรือไม่

ดังนั้น ในกรณีของบริษัทที่ต้องการทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจในองค์กรหรือสินค้า จึงต้องมีความชัดเจนกับภาพลักษณ์ที่ต้องการสื่อออกไป และอาจอาศัยมืออาชีพ เช่น พวก ครีเอทีฟจากบริษัทโฆษณามาช่วยวางกรอบแนวความคิด (Concept) ของภาพลักษณ์ โดยเลือกสื่อ เช่น ภาพ แสง สี เสียง เรื่องราว คำพูดต่างๆ หรือข้อความที่จะส่งสารเหล่านั้นไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยให้สื่อนั้นสร้างอิทธิพลต่อการมองเห็นและการตีความในทิศทางที่ต้องการ ดังนั้น การสร้างภาพลักษณ์เพื่อบริหารความประทับใจจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความนิยมชมชอบ ความเชื่อถือ และศรัทธาในบุคคลในตัวสินค้า หรือในองค์กร

หัวใจของ IM คือ ''ติดตา'' และ ''ตรึงใจ''

มนุษย์เรารับรู้ข้อมูลโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรสและสัมผัส และนอกจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็คือการรับรู้ทางจิต ในการสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้น ในเบื้องแรกคือกระบวนการส่งข้อมูลโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้เกิดอาการติดตา ติดหู ติดจมูก ติดรส ติดสัมผัสก่อน พอติดมากๆ ก็จะเข้าไปติดที่ใจในที่สุด ดังนั้น หลักของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ คือต้องทำการสื่อสารจะโดยทางภาพหรือทางเสียงก็ตามให้สะดุดประสาทสัมผัสก่อน คือให้เกิดการรับรู้ (Awareness) ก่อน หลังจากนั้นพอรับรู้ว่าบุคคลนั้นๆ มีตัวตนหน้าตาเป็นอย่างไร หรือรับรู้ว่าสินค้าออกใหม่มีรูปโฉมคุณสมบัติอย่างไร ต่อไปก็จะเป็นการกระตุ้นให้ลองใช้ ลองทำความรู้จักดู และพอได้ใช้เกิดความพอใจ ก็จะเกิดความชอบและเป็นลูกค้าที่ซื่อสัตย์ต่อแบรนด์นั้นๆ ไปเอง พูดง่ายๆ แต่ทำยาก (อีกแล้ว)

แม้ IM จะเป็นหลักการที่มีพื้นฐานมาจากวิชาการประชาสัมพันธ์และการตลาดแต่ก็ได้รับการพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้กับนักบริหารด้วย โดยเฉพาะบทบาทของผู้นำในการบริหารองค์กร เราจะเห็นว่าสถาบันการศึกษาดังๆ เช่น MIT มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หรือมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ล้วนมีหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำทั้งสิ้น และสูตรของการเป็นผู้นำสมัยใหม่ก็มักหนีไม่พ้นที่จะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ คือ

- มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความคิดริเริ่ม

- บริหารงานแบบเป็นทีมได้ สื่อสารเก่ง

- กล้าตัดสินใจ

- สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

- มีความฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและการบริหารอารมณ์

- ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี

- มีจรรยาบรรณ

ในบรรดาคุณสมบัติต่างๆ ของผู้นำที่ได้กล่าวมานี้ การสร้างวิสัยทัศน์ การสร้างวัฒนธรรมการทำงาน การบริหารงานแบบเป็นทีม และการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ล้วนเป็นคุณสมบัติที่มีความเกี่ยวพันกับ IM ทั้งสิ้น อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าหากจะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการยอมรับนั้น ต้องรู้จักนำหลัก IM มาใช้ในการเสริมสร้างภาวะผู้นำของตน เพราะการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันนั้นแข่งขันกันที่การสามารถสร้างความประทับใจและเชื่อถือให้เกิดขึ้นในใจของลูกค้าว่าสินค้ายี่ห้อนี้มีคุณภาพดี และบริษัทผู้ผลิตก็เป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือ น่าศรัทธา

ในการที่ผู้นำจะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าภายนอกได้ ผู้นำต้องสามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกน้องภายในองค์กรให้ได้ก่อน และเมื่อลูกน้องที่เป็นพนักงานประทับใจกับผู้นำที่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี มีความความภูมิใจในการทำงานกับบริษัท และมีความศรัทธาในผลิตภัณฑ์ของบริษัท เขาเหล่านั้นก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนบริษัทในการสื่อภาพลักษณ์ขององค์กร สินค้าและบริการที่ถูกต้องไปยังลูกค้าภายนอกให้เกิดความประทับใจได้

ปัจจัยสำคัญในการทำ IM ในองค์กร

จากประสบการณ์ของผู้เขียนและจากการค้นคว้างานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ พบว่า การทำ IM ภายในองค์กรเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ประกอบด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้

1.ผู้นำ

2.ระบบการสื่อสาร

3.ระบบการบริหาร HRM

โดยปัจจัยทั้ง 3 ประการเบื้องต้นนั้นต่างต้องสนับสนุนและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จึงจะสร้าง IM ได้สำเร็จและยั่งยืน สำหรับคุณสมบัติของผู้นำนั้นได้กล่าวไปในเบื้องต้นแล้ว ในที่นี้จะกล่าวถึงบทบาทของผู้นำว่า คือผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุดในการกำหนดวัฒนธรรม ค่านิยม เป้าหมาย และกลยุทธ์ขององค์กร ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ขององค์กรสู่สายตาของพนักงานและบุคคลภายนอก จริงอยู่ที่ในสังคมแบบประชาธิปไตยนั้น บทบาทของผู้นำจะไม่ใช่ผู้มีอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จแบบเผด็จการ แต่เราคงต้องยอมรับว่าบทบาทของผู้นำนั้นคือผู้ที่เป็นตัวแทนขององค์กร องค์กรจะมีบุคลิกภาพอย่างไรก็ต้องดูที่บุคลิกภาพของผู้นำ

ถัดจากผู้นำ องค์ประกอบที่สำคัญเป็นลำดับต่อไปอันอาจถือเป็นเครื่องมือในการสร้างความประทับใจ คือประสิทธิภาพของระบบสื่อสารภายในองค์การ ถึงแม้จะมีผู้นำที่มีนโยบายและเป้าหมายชัดเจนในการดำเนินงาน แต่หากขาดระบบและเครื่องมือรวมทั้งช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่เปรียบเสมือนเส้นโลหิตที่นำโลหิตไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายแล้ว ก็ย่อมเป็นการยากที่จะสื่อข้อมูลต่างๆ ให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลที่เป็นเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง

องค์ประกอบที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าระบบสื่อสารคือระบบงาน HRM ที่ผู้นำไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะการทำ IM นั้นเป็นเรื่องที่เริ่มจากการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทให้เกิดในใจพนักงานก่อน แล้วพนักงานก็จะไปสร้างความประทับใจกับลูกค้าอีกต่อหนึ่ง ดังนั้น เรื่องของการบริหารความประทับใจต้องมีระบบการบริหาร HRM ที่ดีเป็นรากฐาน ซึ่งจะได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง IM กับ HRM โดยละเอียดต่อไปในสัปดาห์หน้า สัปดาห์นี้ขอแค่ให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับบทบาทของ IM และความสำเร็จของธุรกิจก่อน... พบกันใหม่จันทร์หน้าค่ะ

* หากท่านมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม กรุณาติดต่อที่ : [email protected]

ข้อมูลและประสานงาน : คุณอารีย์ พงษ์ไชยโสภณ

 

ที่มา : jobjob.co.th





จำนวนผู้ชม 3968 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์