เอเอฟพี/รอยเตอร์ - ญี่ปุ่นลงนามข้อตกลงเอฟทีเอกับอินโดนีเซีย ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เยือนแดนอิเหนา กำหนดลดภาษีศุลกากรในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ก็เปิดช่องให้แรงงานภาคบริการของอินโดนีเซียไปทำงานที่ญี่ปุ่น นอกจากนี้ทั้งสองชาติยังมีข้อผูกพันร่วมมือกันในประเด็นเรื่องพลังงานและปัญหาโลกร้อน
เมื่อวานนี้(20) นายกรัฐมนตรีอาเบะ แห่งญี่ปุ่นและประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโธโยโน แห่งอินโดนีเซีย ลงนามอนุมัติข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ซึ่งเจรจากันมานานกว่า 2 ปี โดยผู้นำทั้งสองลงนามข้อตกลงนี้หลังจากหารือทวิภาคี ในวันแรกที่ของการเดินทางเยือนชาติเอเชีย 3 ชาติ ของผู้นำญี่ปุ่น
ข้อตกลงฉบับนี้ที่มีชื่อว่า ข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจระหว่างอินโดนีเซียและญี่ปุ่น กำหนดให้ตัดลดภาษีศุลกากรกว่า 90% ที่ญี่ปุ่นเรียกเก็บจากสินค้า 9,275 รายการ คิดเป็นมูลค่าราว 99% ของมูลค่าการส่งออกของอินโดนีเซียไปยังญี่ปุ่น โดยภาษีศุลกากรของญี่ปุ่นราว 80% จะถูกตัดจนเหลือศูนย์ ทันทีที่เริ่มใช้ข้อตกลงฉบับนี้ ส่วนที่เหลืออีก 10% จะถูกตัดลดจนหมดภายใน 3-10 ปี
ขณะเดียวกัน ภาษีศุลกากรราว 93% ที่อินโดนีเซียเรียกเก็บจากสินค้า 11,163 รายการ คิดเป็นมูลค่า 92%ของมูลค่าการส่งออกของญี่ปุ่นไปยังอินโดนีเซีย ก็จะถูกตัดลดเช่นกัน โดย 58%ของภาษีศุลกากรฝ่ายอินโดนีเซียจะถูกตัดจนหมด ทันทีที่เริ่มใช้ข้อตกลงฉบับนี้ ส่วนที่เหลือซึ่งเรียกเก็บในระดับต่ำหรือเรียกเก็บจากสินค้าที่ซื้อขายกันน้อย จะถูกตัดลดไปเรื่อยๆจนหมดภายใน 3-10 ปี
รายละเอียดในข้อตกลงเอฟทีเออินโดนีเซีย-ญี่ปุ่นฉบับนี้ จะตัดลดภาษีศุลกากรญี่ปุ่นที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซีย เช่น กุ้ง กล้วย และสับปะรด อย่างไรก็ดี ไม่ได้ครอบคลุมถึงข้าว ซึ่งถือเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองสำหรับญี่ปุ่น
นอกจากนั้น พยาบาลและผู้ดูแลของอินโดนีเซียยังจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำงานที่ญี่ปุ่นได้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการตกลงเรื่องตัวเลขบุคลากรสายนี้ที่ญี่ปุ่นยอมให้เข้าประเทศ
ฝ่ายอินโดนีเซีย ก็จะลดภาษีที่เรียกเก็บจากชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตของบริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เช่น ไดฮัตซุ โตโยต้า และนิสสัน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า รัฐบาลจาการ์ตาหวังเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปญี่ปุ่นจาก 11,000 ล้านดอลลาร์ ในปี2006 เป็น 20,000 ล้านดอลลาร์ ในปี2010 ขณะที่ตัวเลขของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า อินโดนีเซียนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าราว 8,650 ล้านดอลลาร์ ในปี2005
นอกเหนือจากการตัดลดภาษีศุลกากรแล้ว ข้อตกลงเอฟทีเอฉบับนี้ยังกำหนดให้ทางการอินโดนีเซียต้องส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ให้แก่ญี่ปุ่น กระทั่งในเวลาที่ทางการอินโดนีเซียออกระเบียบกฎหมายใหม่ที่ให้ตัดลดการส่งออกก๊าซแอลเอ็นจีก็ตาม
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติสำคัญๆ ถือเป็นผู้นำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีมากที่สุดในโลก ขณะที่อินโดนีเซียเป็นซัปพลายเออร์ส่งออกก๊าซแอลเอ็นจีอันดับ1ของญี่ปุ่นอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี ยังมีผู้สงสัยว่าข้อตกลงส่งออกพลังงานให้แก่ญี่ปุ่นจะทำได้มากน้อยเพียงใด เพราะที่ผ่านมา ข้อตกลงส่งออกก๊าศแอลเอ็นจีระยะยาวที่อินโดนีเซียทำไว้กับชาติอื่นๆนั้น ไม่สามารถทำได้ตามสัญญามาหลายปีแล้ว เนื่องจากบ่อก๊าซในอินโดนีเซียผลิตได้ลดลง แต่ความต้องการใช้ในประเทศกลับสูงขึ้น
นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ทั้งสองชาติยังให้คำมั่นว่าจะมีส่วนร่วมในแผนแม่บทฉบับใหม่ว่าด้วยปัญหาโลกร้อน ซึ่งจะนำมาใช้แทนพิธีสารเกียวโตที่จะสิ้นสุดลงในปี2012 ทั้งนี้ ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียกล่าวว่าต้องการให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกลดลงครึ่งหนึ่งจากระดับปัจจุบัน ภายในปี2050
ในการเดินทางเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ อาเบะมาพร้อมกับอาคิเอะ ภรรยา เจ้าหน้าที่และตัวแทนนักธุรกิจญี่ปุ่น โดยฟูจิโอะ มิตาราอิ ประธานสหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นกล่าวต่ออาเบะและยุดโธโยโน ว่า ญี่ปุ่นวางแผนมุ่งลงทุนในอินโดนีเซีย สูงถึงกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 5 ปี
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ