นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) กล่าวว่า ผู้ประกันตนที่ได้รับความคุ้มครองในกรณีว่างงานจะต้องเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน เมื่อผู้ประกันตนว่างงานไม่ว่าจะเป็นการลาออก สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือถูกเลิกจ้าง ผู้ประกันตนควรรีบไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางาน เพื่อขอรับเงินทดแทนตามสิทธิที่พึงจะได้รับจาก สปส.ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นจากการเป็นลูกจ้าง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ครบถ้วน ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานล่าช้าเกิน 30 วัน เงินทดแทนที่จะได้รับจะลดลงตามวันที่มายื่นขึ้นทะเบียน ซึ่งกรณีที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ปีละไม่เกิน 180 วัน ส่วนกรณีที่ลาออกโดยสมัครใจหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างปีละไม่เกิน 90 วัน
นายจุฑาธวัช กล่าวด้วยว่า ในกรณีที่นายจ้างหักเงินสมทบลูกจ้างแล้วไม่นำส่ง ผู้ประกันตนยังคงได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งมาตรา 47 กำหนดว่า ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตนตามจำนวนที่จะต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน และเมื่อนายจ้างได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วให้ถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง
ส่วนกรณีที่นายจ้างไม่ได้หักเงินค่าจ้างของผู้ประกันตน เพื่อส่งเป็นเงินสมทบ หรือหักไว้แล้วแต่ยังไม่ครบจำนวนและไม่นำส่ง นายจ้างต้องรับผิดใช้เงินที่ต้องส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเต็มจำนวน และต้องจ่ายเงินเพิ่มในเงินจำนวนนี้ ซึ่งสิทธิที่ผู้ประกันตนคงจะได้รับสิทธิเหมือนผู้ประกันตนรายอื่นที่ส่งเงินสมทบแล้ว ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจะเร่งดำเนินการติดตามให้นายจ้างชำระเงินสมทบให้ถูกต้องและครบถ้วนโดยเร็ว
"เงินกองทุนประกันสังคม กรณีว่างงานมีจำนวนมากพอที่จะดูแลผู้ประกันตน หากผู้ประกันตนต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน กระทรวงแรงงาน 1506 และดูรายละเอียดได้ที่ www.sso.go.th." นายจุฑาธวัช กล่าว