เตรียมขยับ ค่าแรง-คาด7บ. หวั่นบัณทิต"นิเทศ" ตกงานสูง

เตรียมขยับ ค่าแรง-คาด7บ. หวั่นบัณทิต"นิเทศ" ตกงานสูง | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ

    

รมว.แรงงานเร่งตั้งกรรมการค่าจ้างกลางชุดใหม่ เพื่อพิจารณาขยับค่าแรงขั้นต่ำเอาใจกรรมกร ให้มีผลทัน ต.ค.นี้ ตามเงินเดือน ขรก.ที่จะปรับขึ้นอีก 4% รับมือสินค้าพาเหรดขึ้นราคา อดีตบอร์ดค่าจ้างกลางแย้มตัวเลขไม่ต่ำกว่า 7 บาท ปลัดคลังหวังขึ้นเงินเดือน ขรก.ช่วยกระตุ้นศก. เผยผลสำรวจ สกอ.พบบัณฑิตสังคมศาสตร์-บริหารธุรกิจ-กฎหมาย มีโอกาสตกงานสูง

นายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการร้อยละ 4 ที่จะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่กระทรวงแรงงานจะมีการประกาศในแต่ละปี และปีนี้ก็ได้เร่งรัดให้มีการประชุมเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการค่าจ้างกลางชุดใหม่ แทนชุดเดิมที่หมดวาระไป ให้พิจารณาตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำตามที่คณะอนุกรรมการจังหวัดทยอยส่งตัวเลขเข้ามา เพื่อให้ทันประกาศใช้ควบคู่ไปกับการปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการภายในเดือนตุลาคมนี้

นายประเทือง แสงสังข์ อดีตคณะกรรมการค่าจ้างกลาง กล่าวว่า ขณะนี้บอร์ดค่าจ้างกลางที่หมดวาระไปแล้วมีการหารือกันว่าจะเสนอให้กระทรวงแรงงานเร่งรัดการคัดเลือกบอร์ดชุดใหม่ภายในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ เพื่อปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้ทันกลางปีนี้ หรืออย่างช้าในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานที่ประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นเงินเดือนข้าราชการทำให้สินค้าหลายรายการจ่อที่จะขึ้นราคา และคาดว่าตัวเลขการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำกลางปีนี้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาคือประมาณ 7 บาท

นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากประสบปัญหาถูกเลิกจ้าง เพราะนายจ้างปิดกิจการ รวมทั้งประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้ยังเท่าเดิม จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะปรับขึ้นค่าจ้าง 2 ครั้งในปีนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้าราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 8 มิถุนายน เวลา 10.00 น. นายอภัยจะแถลงข่าวในประเด็นเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันอีกครั้ง

ด้านนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณและการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 4% จะทำให้มีเงินกระจายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น คาดว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูปัญหาการเมืองด้วยว่าจะสามารถคลี่คลายได้หรือไม่ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคฟื้นตัว

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 4% จะไม่ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการลดลงค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้านี้ จึงต้องมีการแข่งขันด้านราคา โดยปัจจุบันความเชื่อมั่นได้ปรับเพิ่มขึ้นมาระดับหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ถึง 100% หากความเชื่อมั่นกลับคืนมามากขึ้น การจับจ่ายใช้สอยก็จะตามมา

ด้านนายสุชาติ เมืองแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจภาวะการมีงานทำช่วงเดือนมีนาคม ระบุว่าบัณฑิตที่จบระดับอุดมศึกษาตกงาน 1.5 แสนคน จากที่จบปีละ 2 แสนคนนั้น ปัญหานี้ถูกหยิบยกขึ้นพูดคุยกันในการจัดทำร่างแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2550-2564) ว่าการเปิดสอนสาขาต่างๆ ควรคำนึงถึงการมีงานทำด้วย ยอมรับว่ามหาวิทยาลัยเปิดมีผลต่อการว่างงานของบัณฑิต แต่ห้ามไม่ได้เพราะขึ้นอยู่กับผู้เรียนจะเลือกเรียนสาขาใด

"คณะด้านสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ในหลายสาขาน่าเป็นห่วง เมื่อจบแล้วมีโอกาสตกงานมาก เพราะตลาดค่อนข้างอิ่มตัว เช่น นิเทศศาสตร์ ที่เปิดสอนแทบทุกแห่ง ส่วนที่เรียนแล้วมีโอกาสทำงานสูง เช่น ภาษา บัญชี รัฐศาสตร์การทูต มัลติมีเดีย คอมพิวเตอร์ ส่วนสาขาด้านวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ตกงาน โดยเฉพาะแพทยศาสตร์ พยาบาล วิศวะคอมพิวเตอร์ วิศวะไฟฟ้า วิศวะอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีอาหาร" นายสุชาติกล่าว และว่า ต่อไปหลักสูตรควรเน้นให้นักศึกษามองหาช่องทางในการไปทำงานในอนาคต ส่วนผู้เรียนควรเลือกเรียนโดยมองถึงโลกอนาคตมากกว่าเรียนตามกระแส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายงานภาวะการหางานทำของบัณฑิตล่าสุด ปี 2545-2546 ที่สำรวจโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งจัดทำเมื่อเดือนธันวาคม 2548 โดยเก็บข้อมูลจากสถาบันอุดมศึกษา รัฐและเอกชนที่สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยเดิม 45 แห่ง มีผู้ตอบแบบสอบถาม 87,537 คน พบว่าบัณฑิตมีงานทำ 68.10% ศึกษาต่อ 10.73% เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชาที่จัดกลุ่มตามเกณฑ์การจัดกลุ่มสาขาวิชามาตรฐานสากล หรือ International Standard Classification of Education (ISCED) พบว่า สาขาสุขภาพและสวัสดิการ มีงานทำสูงสุด 93.15% และสาขาวิทยาศาสตร์ มีงานทำน้อยที่สุด 56.15%,

สำหรับบัณฑิตที่ยังไม่ได้ทำงาน พบว่า สาขาวิศวะ การผลิต และการก่อสร้าง มีอัตราส่วนสูงสุด 28.32% รองลงมาคือสาขาการบริการ 24.57%, ส่วนสาขาที่หางานทำไม่ได้มากที่สุด คือ สาขาสังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ และกฎหมาย 27.23% รองลงมา สาขาวิศวะ การผลิต และสิ่งก่อสร้าง 27.06%, สาเหตุที่ไม่ได้ทำงานเพราะศึกษาต่อ พบว่า สาขาวิทยาศาสตร์ เรียนต่อมากที่สุด 51.62% และสาขาสังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ และกฎหมาย เรียนต่อน้อยที่สุด 27.47% ของบัณฑิตทั้งหมดที่ไม่ได้ทำงาน

ภาพรวมของบัณฑิตที่ไม่มีงานทำ พบว่าศึกษาต่อ 33.63% หางานทำไม่ได้ 23.29% และไม่ประสงค์จะทำงานน้อยที่สุด 9.43% อาชีพที่บัณฑิตทำงานมากที่สุดคือ พนักงาน และลูกจ้างเอกชน 58.20% น้อยที่สุดคือ พนักงานองค์กรต่างประเทศ 0.66%

 

ที่มา : เครือมติชน




ลงวันที่ 08/06/2007 13:22:08
จำนวนผู้ชม 1688 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์