นัยของวัฒนธรรมไทย ที่มีอิทธิพลต่อหลัก บริหารยุคใหม่ (จบ)

นัยของวัฒนธรรมไทย ที่มีอิทธิพลต่อหลัก บริหารยุคใหม่ (จบ) | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



โดย ดร.บุษกร วัชรศรีโรจน์ โครงการบัณฑิตศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ผลที่ได้จากการศึกษาลักษณะวัฒนธรรมนี้จะสามารถแสดงแนวทางในการปรับใช้หลักการบริหารและจัดการของทางตะวันตกให้มีประสิทธิผลในองค์การของไทย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลักการบริหารจัดการใน 3 ด้านที่สำคัญได้ดังนี้

1)การสร้างแรงจูงใจ (motivation) ซึ่งทฤษฎีและแนวคิดในการสร้างแรงจูงใจต่อ ผู้ปฏิบัติงานของประเทศทางตะวันตกเช่นสหรัฐอเมริกาที่มีดัชนี uncertainty avoidance ที่ต่ำและดัชนี individualism ที่สูงจะให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการประสบความสำเร็จส่วนบุคคล ความมั่งคั่งและชื่อเสียงของผู้ปฏิบัติงาน ในขณะที่ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีดัชนี uncertainty avoidance ที่สูงกว่าและดัชนี individualism ที่ต่ำกว่าการสร้างแรงจูงใจต่อผู้ปฏิบัติงานจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงในอาชีพและความมั่งคั่งที่มาจากการทำงานหนัก

2)ภาวะผู้นำ (leadership) องค์ประกอบหลักของภาวะผู้นำในองค์การคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งระดับและลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาที่เหมือนกันจะให้ผลลัพธ์การดำเนินการที่แตกต่างเมื่อนำไปใช้ในสังคมที่มีลักษณะวัฒนธรรมแตกต่างกัน ทฤษฎีภาวะผู้นำองค์การของสหรัฐอเมริกาพัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานวัฒนธรรมที่มีดัชนี power distance ระดับกลางและมีแนวคิดให้ ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา โดยที่การริเริ่มสิ่งใหม่ (initiatives) ยังคงเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา ทฤษฎีนี้ให้ผลดีต่อองค์การในวัฒนธรรมของสหรัฐ แต่เมื่อนำไปใช้ในประเทศที่มีระดับ power distance ที่ต่ำกว่า เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เยอรมนีและอิสราเอล พบว่ารูปแบบการบริหารเหล่านี้ไม่ให้ผลดีดังคาดหวัง (Hofstede, 2001 : 258)

3)การบริหารที่มุ่งเน้นเป้าประสงค์ (management-by-objectives) เป็นเทคนิคในการบริหารที่ใช้ผลงานที่สามารถวัดได้เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของงานซึ่งเป็นแนวคิด ที่ริเริ่มโดย Peter Drucker และถูกพัฒนาต่อเนื่องไปยังหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ รวมทั้ง balanced scorecards ซึ่งการที่จะทำให้การดำเนินการเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ต้องการได้ดีจะต้องมีลักษณะวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการดำเนินการ ดังเช่น มีระดับ power distance ที่เหมาะสม ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลต่อ

ผู้บังคับบัญชาได้ หรือมีระดับ uncertainty avoidance ที่ไม่สูงนัก ทั้งผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชามีความกระตือรือร้นที่จะคิดนอกกรอบไม่ยึดติดกับกฎระเบียบจนเกินไป เป็นต้น

เป็นที่น่าสนใจว่า ขณะที่การศึกษาความแตกต่างด้านลักษณะวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มประเทศตะวันตกและประเทศ

อุตสาหกรรมเป็นไปอย่างกว้างขวาง

การศึกษาถึงลักษณะวัฒนธรรมของประเทศกำลังพัฒนากลับมีอยู่อย่างจำกัด กล่าวสำหรับประเทศไทย การศึกษาด้านลักษณะวัฒนธรรมที่ผ่านมาพบว่าลักษณะวัฒนธรรมสำคัญของคนไทยที่โดดเด่นคือ (วงศ์ศรีรัตน์, 2519 : 307-311 ; ช่างเรียน, 2538 :

108-118 ; รูปขำดี และคุณคณากรสกุล, 2544 : 83)

หนึ่ง ความเป็นปัจเจกบุคคลสูง เน้นการพึ่งตัวเอง ไม่ชอบการรวมกลุ่ม

สอง ความรู้สึกมักน้อยไม่ทะเยอทะยาน

สาม เคารพเชื่อฟังอำนาจ ยกย่องความเป็นผู้ใหญ่

สี่ สุขนิยม เน้นการบริโภคนิยมการทำงานน้อยหวังผลมาก

ห้า ความเป็นมิตร เอื้อเฟื้อ ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาด้านลักษณะวัฒนธรรมไทยในเชิงวิจัยที่เป็นไปในมุมมองที่หลากหลายดังนี้ การศึกษา สิ่งที่สำคัญต่อความพึงพอใจต่องานของผู้บริหารไทย (Swerczek, 1988) การศึกษาคุณค่าและลักษณะวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยทางภาคใต้ของไทย (Gentry, et al., 1995) การศึกษาลักษณะวัฒนธรรมโดยรวมในด้านการกระจาย อำนาจและบทบาทของสถาบันครอบครัวของกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ซึ่งรวมประเทศไทยไว้ในกลุ่มด้วย (Gupta, et al., 2002) การศึกษาผลของการปรับใช้หลักการบริหารของญี่ปุ่นในองค์การที่มีลักษณะวัฒนธรรมของไทย (Swierczek and Onishi, 2003) การศึกษาระดับการกระจายอำนาจของผู้บริหารไทยและผลลัพธ์ของการกระจายอำนาจต่อระดับความเครียดของ ผู้บริหารและผลสำเร็จของงาน (Bakalis and Joiner, 2003)

จากความที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าการศึกษาลักษณะวัฒนธรรมของไทยที่กล่าวมานั้น โดยมากเป็นการศึกษาลักษณะวัฒนธรรมขององค์การเอกชนและเป็นไปเพื่อการหาความสัมพันธ์ของลักษณะวัฒนธรรมกับประเด็นเฉพาะที่สนใจ เช่น ความพึงพอใจต่องาน ผลการดำเนินงาน และระบบสารสนเทศ

แต่ไม่มีการวัดและวิเคราะห์ลักษณะของวัฒนธรรมขององค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชนของประเทศในลักษณะเปรียบเทียบระหว่างองค์การและเปรียบเทียบกับนานาประเทศ เพื่อวิเคราะห์ลักษณะวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเพื่อเสนอแนวทางการปรับใช้หลักการบริหารจัดการของทางตะวันตกที่นำมาใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะวัฒนธรรมของไทย

ซึ่งภายใต้กระแสของการนำหลักการบริหารจัดการตะวันตกมาใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งองค์การของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน การศึกษาวิเคราะห์ถึงลักษณะวัฒนธรรมขององค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน ในลักษณะดังกล่าวจึงมีความจำเป็นและจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การของประเทศต่อไป

หน้า 52

 

ที่มา :  หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ






จำนวนผู้ชม 3264 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์