กลุ่มองค์กรแรงงานแยกจัดงานวันแรงงานแห่งชาติชัดเจน
ฝ่ายหนึ่งรัฐหนุนเทงบให้ 3.1 ล้านบาท หวังดึงมาเป็นพวก อีกฝ่ายขอค้านร่างรธน.สุดตัว นัดรวมพลอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เตรียมหุ่นจำลองป๋าเปรมคาบไปป์มาเผาประท้วง กลุ่มสุดท้าย ขอเดินขบวนแสดงศักยภาพยื่นหนังสือให้นายกฯด่วน ด้านนายกฯสุรยุทธ์ ออกโรงขอแรงกรรมกรร่วมแก้ปัญหาชาติ ด้านปชป. แนะรัฐบาลเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ส่วนกลุ่มคนกลางคืน นัดรวมพลขอความเป็นธรรมจากรัฐ หลังถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง มาเฟียมายาวนาน ขณะที่แรงงานไทยในฮ่องกง รวมตัวเดินขบวนขอค่าจ้างเพิ่ม ด้านสสส.จับมือสภาอุตฯหนุนทำชีวิตแรงงานให้มีคุณภาพ
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล มีความเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2550 ในวันที่ 1 พ.ค. นี้อย่างคึกคัก ดังนี้ 1.กลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง 11 สภา และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย จัดงานอย่างเป็นทางการร่วมกับกระทรวงแรงงานที่ท้องสนามหลวง และมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน
2.คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดย น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธาน คสรท. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประธาน สรส. นัดรวมตัวกันบริเวณหน้ารัฐสภาและเดินขบวนไปยื่นหนังสือถึงนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล และ 3.กลุ่มพันธมิตรสหภาพประชาธิปไตย โดยนายสมยศ พฤษาเกษมสุข จะปักหลักคัดค้าน ร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเผาหุ่นจำลอง พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีคาบไปป์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักว่าต้องการเอาใจผู้ใช้แรงงานเพื่อให้เป็นแนวร่วมทางการเมือง กรณีอนุมัติงบจัดงานวันแรงงานแห่งชาติเพิ่มขึ้นจากที่เคยได้รับปีละ 1.6 ล้านบาทเป็น 3.1 ล้านบาท นอกจากนี้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ยังอนุมัติงบจัดทำเสื้อแจกจ่ายให้กับผู้ใช้แรงงาน 2 ล้านบาท
พล.อ.สุรยุทธ์ บันทึกเทปคำปราศรัย เพื่อออกอากาศในวันแรงงานแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ยังคงมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกมาก ลำพังรัฐบาลฝ่ายเดียวคงไม่ อาจแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้โดยเร็ว หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนไทยทุกฝ่าย จึงต้องขอความร่วมมือจากผู้ใช้แรงงานให้ช่วยสร้างความเข้าใจสถานการณ์ทางสังคม และสร้างจิตสำนึกในการพัฒนาชาติให้เจริญไปข้างหน้าด้วยความรักความสามัคคี สอดคล้องสมดุลกับสภาพความเป็นจริงของคนในชาติ
ขณะที่สมาคมรวมไทยในฮ่องกง ในนามแรงงานหญิงอาชีพผู้ช่วยแม่บ้าน ซึ่งมีอยู่ 5,000 คนในฮ่องกง ได้ออกมาเคลื่อนไหวชักชวนแรงงานไทยในฮ่องกง เพื่อรณรงค์ให้รัฐบาลฮ่องกงสนใจแรงงาน ในวันที่ 1 พ.ค. ทั้งนี้สมาคมรวมไทยฯยังได้ออกแถลงการณ์ด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลฮ่องกงได้เรียกร้องให้พวกตนรับภาระร่วมเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ขณะนี้เศรษฐกิจของฮ่องกงดีขึ้นแล้ว ดังนั้นพวกตนจึงควรได้รับผลประโยชน์ด้วย
นางจันทวิภา อภิสุข เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พนักงานบริการ (เอ็มพาวเวอร์) กล่าวว่า ในวันที่ 30 เม.ย. พนักงานบริการที่มีนายจ้างจากบาร์ อะโกโก้ คาราโอเกะ อาบอบนวด นวดแผนโบราณ ค็อกเทลเลานจ์ บาร์เกย์ เซาน่า บ้านสาวและพนักงานบริการอิสระ จะร่วมประชุมกันที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เพื่อหาข้อสรุปและประกาศเจตนารมณ์วันแรงงานแห่งชาติ 2550 เพื่อขอพื้นที่ยืนแห่งความเสมอภาคในสังคม เนื่องจากถูกละเลยในเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ เพราะที่ผ่านมากฎหมายคุ้มครองแรงงานเน้นภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม
"ธุรกิจบันเทิงในยามค่ำคืนส่วนใหญ่เป็นของนายทุนที่มีอิทธิพล ทำให้แรงงานบริการตกอยู่ในสถานการณ์น่าห่วงเพราะอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มมาเฟีย แต่ถ้ารัฐบาลเปลี่ยน ความสัมพันธ์ใหม่เป็นนายจ้างและลูกจ้างภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็จะทำให้แรงงานที่เคยตกเป็นเหยื่อได้รับการคุ้มครอง ทั้งนี้ แม้พนักงานบริการมีสิทธิตามกฎหมายทุกอย่าง แต่กลับถูกละเลยมาโดยตลอด ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับสังคมไทย เพราะทุกอย่างหากไม่รวมตัว กันเดินขบวนหรือเรียกร้องก็จะไม่ได้มา" นาง จันทวิภา กล่าว
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เนื่องในวันแรงงานฯ พรรคเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันการพัฒนาฝีมือแรงงานให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแข่งขันให้กับเวทีระดับโลก เนื่องจากโลกยุคใหม่มีการแข่งขันด้านแรงงานอย่างมาก ขณะนี้ขีดความสามารถทางด้านแรงงานของประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 37 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย อยู่ลำดับที่ 20 สิงคโปร์อยู่ลำดับที่ 9 ทางพรรคจึงอยากให้รัฐบาลเร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมคำนึงถึงหลัก 4 ประการ คือ 1.สิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานไทย 2. รัฐบาลต้องส่งเสริมศักยภาพของแรงงาน 3. การขยายความคุ้มครองทางสังคม และ 4. การมีตัวแทนและการมีส่วนร่วม
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานมหกรรมแรงงานไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานให้สู่ความยั่งยืน โดยมีนายอภัย จันทนจุลกะ รมว.แรงงาน ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับสถานประกอบการดีเด่นที่มีมาตรฐานในการดูแลคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมีกลุ่มแรงงานมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และมีกลุ่มดารานักแสดงจากเพาเวอร์ทรี มาร่วมร้องเพลงและสร้างสีสันบนเวที ทั้งนี้ยังมีการจัดเสาวนาในหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแรงงานด้วย
นายอภัย กล่าวว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยนโยบาย ของรัฐบาลนั้นจะเน้นหนักและให้ความสำคัญด้านความสมานฉันท์ทั้งในส่วนของรัฐบาล นายจ้าง และกลุ่มแรงงาน โดยกระทรวงมีแผนพัฒนาแรงงาน 6 แผน และ 1 โครงการ ซึ่งเนื้อหาหลักจะเน้นเรื่องความปลอดภัย ปัญหายาเสพติดและแรงงานเด็ก ส่วนกฎหมายมีการเสนอ 4 ฉบับ และอยู่ระหว่างจัดร่างอีก 2 ฉบับ
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า คนในงานอุตสาห กรรมเป็นสิ่งสำคัญมาก การพัฒนาคนให้มีคุณภาพที่ดีในทุก ๆ ด้านเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างให้เป็น มาตฐานระบบบริหารจัดการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานในสถานประกอบการ โดยเป้าหมายเพื่อลดปัญหาด้านสุขภาพและอุบัติเหตุจากการทำงาน
ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม รองประธานคนที่ 2 สสส. กล่าวว่า จากการสำรวจคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง 3,468 คน จาก 13 จังหวัด พบว่าส่วนใหญ่ทำงานวันละ 9 ชั่วโมง ขณะที่ 5 ใน 100 คน จะทำงานตลอด 7 วัน โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 37.9 ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และร้อยละ 17.1 สูบบุหรี่ ส่วน หนี้สินมีร้อยละ 59.5 ทำให้มองเห็นว่าแรงงานมีปัญหาด้านคุณภาพชีวิต ทาง สสส.จึงพัฒนาแผนงานเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
กลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก ได้ออกแถลงการณ์เรื่องปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานนำไปสู่การเลิกจ้างแกนนำสหภาพแรงงาน โดยมีเนื้อหาสำคัญว่า สหภาพซึ่งมีสมาชิกเป็นองค์กรลูกจ้างที่ทำงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในภาคตะวันออก ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งเนื่องจากการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นสิทธิที่แรงงานจะกระทำได้ โดยนายจ้างมีการเอารัดเอาเปรียบในเรื่องสวัสดิการ และมีการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อมีการเรียกร้องก็ถูกกลั่นแกล้งด้วยวิธีการต่าง ๆ จึงต้องการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาให้กลุ่มแรงงานด้วย และให้เจ้าหน้าที่รัฐคอยดูแลแรงงานและประชาชนให้เท่าเทียมกัน.
แหล่งข่าว : เดลินิวส์