กลุ่มคนทำงาน หรือ ผู้ที่มีอาชีพเป็นลูกจ้าง หรือ ผู้ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานกายหรือแรงงานสมองมักจะเป็นกลุ่มที่ถูกลืมเวลามีการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าในประเทศไทย
ขณะที่ในประเทศอื่นๆโดยเฉพาะประเทศที่มีขบวนการแรงงานเข้มแข็ง ฝ่ายแรงงานจะมีบทบาทมากในกระบวนการเจรจาเอฟทีเอ
ผมไปนั่งสำรวจดูบทความทางวิชาการที่พูดถึงผลกระทบของการเปิดเสรีต่อตลาดแรงงาน ตั้งใจศึกษาเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าเวลามีการเจรจาต่อรองเพื่อเปิดเสรีทางการค้า การลงทุนหรือภาคบริการก็ตาม
บรรดานักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมทั้งหลายมีส่วนในการพลักดันและเสนอความคิดเห็น ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมจึงได้รับการดูแลและได้รับการพิจารณาเมื่อมีการเปิดประตูทางการค้า การลงทุนเต็มที่
ส่วนภาคแรงงานหรือกลุ่มผู้ใช้แรงงานนั้นมีช่องทาง มีผู้แทนรวมทั้งมีโอกาสน้อยมากในการกำหนดความเป็นไปของนโยบายการเปิดเสรีของประเทศ ผลกระทบเป็นอย่างไรก็คงต้องยอมรับสภาพ และเวลามีปัญหาจะเรียกร้องความเห็นใจใดๆก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลก็อาจจะมิได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร
ขบวนการแรงงานอ่อนแอ และ มีอำนาจต่อรองทางการเมืองน้อยลงทุกวัน ครับ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมเลยต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการพิจารณาผลของการเปิดเสรีต่อกลุ่มผู้ใช้แรงงาน
หนังสือ Economic Liberalization and Labor Markets โดย มี Parviz Dabir-Alai และ Mehmet Odekon เป็นบรรณาธิการ มีบทความที่น่าสนใจในประเด็นที่ผมอยากค้นหามากทีเดียว เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน บทความมีความหลากหลายจากประสบการณ์ของหลายประเทศ
อย่าง บทความชื่อ Political Economy, Liberalization and Labor''s Absorption เสนอแนะให้มีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สมดุลเพื่อป้องกันผลกระทบต่อตลาดแรงงานและบอกว่าควรจะจัดตั้งหน่วยงานเหนือชาติหรือระดับนานาชาติขึ้นมาดูแลปัญหากลุ่มคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีด้วยการฝึกอบรมความรู้ความชำนาญใหม่ การฝึกอบรมจะทำให้ตลาดแรงงานมีความยืดหยุ่นและเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ระหว่างภูมิภาคได้ดีขึ้น
แน่นอนที่สุดว่า การเปิดเสรีจะขยายผลสถานะย่ำแย่ของแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำให้หนักหน่วงขึ้น อย่างน้อยในระยะสั้นก่อนที่จะมีการปรับตัวได้ ขณะที่การเปิดเสรีจะช่วยส่งเสริมฐานะอันแข็งแกร่งของแรงงานในอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นอีก และค่าจ้างแรงงานในธุรกิจอุตสาหกรรมเหล่านี้จะปรับขึ้นถ้าไม่มีการเปิดเสรีตลาดแรงงาน
อุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจไหนที่ไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบและความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าประเทศอื่นๆอย่างชัดเจน การเปิดเสรีจะเกิดผลกระทบในทางบวกต่อตลาดแรงงานและเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับผู้ใช้แรงงาน ในทางตรงข้ามอุตสาหกรรมไหนที่เราอ่อนแอพอเปิดเสรีมากขึ้น สินค้านำเข้าก็จะทะลักเข้ามา อำนาจการต่อรองของแรงงานในอุตสาหกรรมนั้นจะลดลงทันที
ในบางอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้เลย อาจจะมีการปลดคนงาน ลดขนาดกิจการและลดคนงาน ภาวะแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจขยายตัวสูง
อย่าง บทความชื่อ Global Integration, Capital and Labor: A North-South comparative perspective มีการวิเคราะห์ทั้งทางทฤษฎีและเชิงประจักษ์ (Empirical Perspective) และพบว่า การเปิดเสรีและกระแสโลกาภิวัฒน์มิได้ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะไปลดความไม่เท่าเทียมทางสังคม ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเจ้าของแรงงานและเจ้าของปัจจัยทุนมากขึ้น เกิดความแตกต่างในฐานะมากขึ้นระหว่างแรงงานที่มีภูมิหลังและทักษะฝีมือที่แตกต่างกันในประเทศกำลังพัฒนา บทบาทของรัฐมีความจำเป็นต่อภารกิจในการกระจายความมั่งคั่งอันเกิดจากการเปิดเสรีและรักษาไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ
รัฐต้องเข้ามากระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของนวัตกรรม การพัฒนาความรู้และทักษะด้านการจัดการชั้นสูง พัฒนเครือข่ายอุตสาหกรรม ร่วมทุนเพื่อให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยี และแน่นอนที่สุด ต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
เรายากที่จะปฏิเสธกระแสการเปิดเสรีได้ มีการผลิตซ้ำ นำเสนอและตอกย้ำความรับรู้ถึงผลดีของกระแสโลกาภิวัฒน์อย่างต่อเนื่องด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสาร ทั้งที่ผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ก็มีไม่น้อย ไม่เชื่อลองไปถาม ลูกจ้างบริษัทค้าปลีกไทย ลูกจ้างร้านโชห่วย คนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ แล้วจะได้คำตอบ
อย่างไรก็ตาม สิทธิในการมีงานทำและความมั่นคงในชีวิตควรได้รับการคุ้มครองระดับหนึ่งแม้นจะไม่สามารถประกันได้ทั้งหมดก็ตาม
ขณะที่อุตสาหกรรมไหนแข่งขันได้ดี การเติบโตจะยิ่งมากขึ้นเมื่อมีการเปิดเสรี อุปสงค์ต่อแรงงานในอุตสาหกรรมนั้นก็จะเพิ่มขึ้นพร้อมกับราคาค่าแรงที่จะปรับตัวสูงขึ้น แต่เมื่อราคาค่าจ้างปรับตัวสูงมากๆจนกระทั่งสูงกว่าผลิตภาพ หรือ Productivity ก็จะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดแรงงาน แล้วความสามารถในการแข่งขันก็จะลดลง หากประเทศไหนสามารถจัดการกับการเคลื่อนย้ายแรงงานได้มีประสิทธิภาพก็จะไม่เจอภาวะดังกล่าว หรือ การเปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถจากทั่วโลกเข้ามาทำงานก็จะทำให้ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสูงขึ้นไปได้อีก
สหรัฐฯเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการเปิดโอกาสและการส่งเสริมศักยภาพของบรรดาผู้มีความสามารถสูงทั้งหลายไม่ว่าเขาจะมีเชื้อชาติใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักพันธุวิศวกรรม นักวิศวกรซอฟท์แวร์ นักประดิษฐ์ นักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ นักคิด นักเขียน นักปรัญชา สามารถเติบโตถึงจุดสุดยอดในวิชาชีพของตัวเองไม่ต้องแปลกใจว่า อัจฉริยะสัญชาติอเมริกันที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ จำนวนมากไม่ได้เกิดในสหรัฐฯ เป็น แรงงานอพยพ และ ถือเชื้อชาติหลากหลาย
นี่คือ ตัวอย่างของ ภูมิปัญญาไร้พรมแดน ตลาดแรงงานไร้พรมแดน ที่เปิดโอกาสให้ทั้งประเทศและผู้คนที่มีความสามารถ
คนเก่ง คนแข็งแรง แรงงานระดับสูง ผมไม่ห่วงครับ ห่วงแรงงานระดับล่างโดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ
มีข้อเท็จจริงที่ค้นพบโดยนักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่ง พบว่า การเปิดเสรีไม่ได้สดใสกับตลาดแรงงานเสมอ โดยเฉพาต่อแรงงานไร้ฝีมือ นักวิชาการนาม Tim Koechlin ผู้เฝ้าติดตามผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA มาตั้งแต่ต้นจนพัฒนาไปสู่การเป็นเขตการค้าทั้งทวีปอเมริกาแล้ว ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่งชื่อ"Liberalization and Mexican Labor Markets"
เขาวิพากษ์พวกนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศกระแสหลักที่ยึดมั่นถือมั่นกับ ทฤษฎี Classical Theory of Trade ว่า มุ่งประเด็นไปที่การค้าเป็นหลักและให้ความสนใจต่อประเด็นผลกระทบต่อตลาดแรงงานและอิทธิพลของการเคลื่อนย้ายของเงินระยะสั้นน้อยเกินไป
นอกจากนี้เขายังสงสัยสมมติฐานของ Classical Theory of Trade ที่ว่า ประเทศหลังการเปิดเสรีจะมุ่งความเชี่ยวชาญไปผลิตสินค้าและบริการที่ตัวเองมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ Specialization นี้จะนำมาสู่ ประสิทธิภาพสูงขึ้นในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ รายได้แท้จริงเพิ่มสูง เพิ่มมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละประเทศ
Tim Koechlin พยายามชี้ให้เห็นว่า การสรุปว่าการเปิดเสรีภายใต้กรอบของ NAFTA มีผลต่อการปรับปรุงเศรษฐกิจเม็กซิโกดีขึ้นเป็นความถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้น คนงานเม็กซิโกไม่ได้มีคุณภาพชีวิตและค่าจ้างเพิ่มขึ้นมากนัก อัตราการว่างงานก็ลดลงไม่มากนัก ทั้งที่ควรจะลดลงมาก
นักวิชาการมักมองว่า เวลามีข้อตกลงการค้าเสรีไม่ว่าจะที่ไหนในโลกใบนี้ อัตราการจ้างงานน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยสำคัญสำหรับประเทศที่มีแรงงานมากและถูก มีการย้ายฐานการผลิตจากประเทศที่ค่าแรงสูงไปยังประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่า เป็นเรื่องแปลกที่อุตสาหกรรมส่งออกของเม็กซิโกเพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่องหลังการเปิดเสรีอย่างต่อเนื่อง แต่การจ้างงานกลับเพิ่มขึ้นน้อยมาก สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากภาวะ Productivity in manufacturing has grown faster than output; therefore, labor demand has fallen. ผลิตภาพเพิ่มขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีชั้นสูงจากลงทุนของบรรษัทข้ามชาติ
ปรัชญาของนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานการหลอมรวมปรัชญาการค้าเสรีและปรัชญาทางสังคมเข้าด้วยกัน หากความพยายามของปัจเจกชนมีไม่เพียงพอที่จะยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีได้อันเนื่องมาจากปัญหาความยากจนอันเกิดจากการขาดโอกาสทั้งโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน และ โอกาสทางการศึกษาพัฒนาทักษะการทำงานของตัวเอง
สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ลอยมาจากฟ้า ครับ
แต่ต้องเกิดจากผู้คนในสังคมต้องร่วมกันพลักดัน และ รัฐบาลต้องตอบสนองและสนับสนุนด้วย ครับ
แหล่งข่าว :หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ