นักธุรกิจจากฮ่องกงเดินหน้าโชว์ฝีมือบริหาร หลังปั้นเครื่องสำอางแบรนด์เนมจากอเมริกา H2O จนดังในไทย ยึดวิธีคิดดีใจได้เมื่อบรรลุผลสำเร็จ แต่อย่าพอใจเพื่อจะได้พัฒนาไม่หยุด ล่าสุดควักกระเป๋าทุ่มทุนราว 100 ล้านบาท ผุด "Inch Club" ชูจุดขาย Music Theatre ย้ำบริหารธุรกิจเครื่องสำอางกับสถานบันเทิง ใช้สูตรสำเร็จเดียวกันคือ ต้องใส่ใจลูกค้าและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ
พอล ก๊วก กรรมการผู้จัดการ บริษัท พอลเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด นักธุรกิจชาวฮ่องกง กล่าวถึงการลงทุนเปิดสถานบันเทิงแห่งใหม่ย่านรัชดาฯ ในชื่อ "Inch Club" ซึ่งใช้งบลงทุนในการก่อสร้างและดำเนินการในช่วงแรกประมาณ 100 ล้านบาทว่า แม้ว่าเขาจะไม่เคยมีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มาก่อน แต่มีความเชื่อมั่นว่าจะบริหารให้ประสบผลสำเร็จได้ เพราะเมื่อ 5-6 ปีก่อนที่เดินทางมาประเทศไทย เป็นจังหวะเดียวกับที่เครื่องสำอางเอชทูโอจากสหรัฐอเมริกาต้องการตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย และเขาได้รับการคัดเลือกให้ดูแลทำการตลาดจนประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์และยอดขาย เป็นที่พอใจของเจ้าของแบรนด์
"ตอนที่ทำอยู่เจ้าของแบรนด์เอชทูโอบินมาชื่นชมเรา แต่ที่เราไม่ทำต่อเพราะไม่ได้ข้อสรุปที่ลงตัวของทั้งสองฝ่าย ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องเงื่อนไขบางอย่าง เราจึงตัดสินใจแนะนำเซ็นทรัลเทรดดิ้งให้ เพราะใหญ่และมีประสบการณ์ เราอยากให้สิ่งที่เราสร้างมีคนที่ดีมาสานต่อให้ยืนยาว"
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธุรกิจเครื่องสำอางจะเป็นการขายสินค้าสิ่งสำคัญคือคุณภาพ แต่สิ่งที่สำคัญพอๆ กันก็คือการบริการ ซึ่งเห็นว่าไม่แตกต่างมากนักจากธุรกิจสถานบันเทิงซึ่งเป็นธุรกิจบริการ วิธีที่ใช้ในการบริหารตลาดจึงไม่ต่างกัน เชื่อว่าจุดแข็งคือการมีน้ำใจต่อลูกค้า และให้สิ่งที่ดีที่สุด โดยการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ
ส่วนหลักในการบริหารองค์กร เขากล่าวว่า ใช้แนวทางที่คิดว่าเป็นพี่หรือเพื่อน ไม่ใช่การเป็นนาย เพื่อจะให้เกิดการระดมสมอง ช่วยกันแก้ไขปัญหา เพราะเชื่อว่าในบางครั้งเขาก็คิดผิด ดังนั้น ในการประชุมและการทำงานจึงเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานกล้าคิด กล้านำเสนอความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยหรือแตกต่างอย่างมีเหตุผล
พร้อมทั้ง ใช้หลักการจัดการองค์กรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ยึดเหนี่ยวพนักงานให้รักองค์กรและตั้งใจทำงานไม่ใช่เรื่องของเงินเดือน แต่เป็นเรื่องของความคิดที่ว่า เจ้านายหรือเจ้าของกิจการมีน้ำใจเอื้อเฟื้อกับพนักงานหรือไม่? เพราะเงินเดือนที่ได้รับเป็นสิ่งแน่นอนอยู่แล้ว แต่หากมีกำลังใจจากรุ่นพี่หรือเจ้านาย จะทำให้รู้สึกประทับใจและอบอุ่นเหมือนครอบครัว เกิดการร่วมแรงร่วมใจในการทำงาน
เขายังกล่าวถึงแนวทางการเลือกผู้บริหารมาเป็นกำลังสำคัญขององค์กรว่า อันดับแรกจะดูว่าเคยมีประสบการณ์ในวงการมาก่อนหรือไม่? จากนั้นจึงดูบุคลิกภาพว่ามีความเป็นมิตรหรือไม่? ชอบแบ่งปันความคิดและฟังความคิดเห็นของคนอื่นหรือไม่? หากคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เก่งที่สุด ก็จะไม่รับมาร่วมงานเพราะเชื่อว่าจะทำงานร่วมกับผู้อื่นยาก และต้องมีสัญชาตญาณในการทำหน้าที่นั้นๆ เช่น สัญชาตญาณการเป็นผู้บริหาร สัญชาตญาณในงานบริการ
"สไตล์ในการบริหารงานของผมเป็นแบบสบายๆ แต่จริงจัง เพราะต้องการเป็นตัวอย่างให้คนที่ทำงานร่วมกับเรา ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะเกร็งเกินไปในการทำงาน และผมเน้นการลงมือปฏิบัติ เมื่อก่อนที่บริหารเอชทูโอเราก็ยังช่วยส่งของ เพราะการรู้ปัญหาของทุกฝ่ายในขณะที่เราอยู่ในจุดที่สูงที่สุด จะทำให้เราเข้าใจและหาทางแก้ไขได้ง่าย เราจะเข้าใจสถานการณ์ เราต้องลงไปรับรู้สิ่งที่เขาทำแล้วเราจะเข้าใจลึกซึ้ง พนักงานเห็นเรา เขาก็เกิดความรู้สึกต้องทำงานเต็มที่ สร้างความผูกพันกันไปด้วย"
แม้ว่าเขาจะเป็นชาวฮ่องกงแต่ก็ใช้หลักการและวิธีการดังกล่าวพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วในระดับหนึ่ง และเชื่อว่าจะสำเร็จได้อีก เพราะยึดหลักการที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาตัวเองตลอด ที่สำคัญคือ "เมื่อเราทำสำเร็จ เราดีใจได้ แต่อย่าพอใจ" เพราะเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วก็สมควรที่จะดีใจกับความสำเร็จนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมอยู่แล้วที่จะรู้สึกหรือแสดงออก แต่ถ้ารู้สึกพอใจกับความสำเร็จนั้น จะไม่เกิดการพัฒนาตัวเอง
เขาย้ำว่า เพราะฉะนั้น เมื่อมีวิธีคิดและการมองความสำเร็จแบบนี้ จึงทำให้ตื่นตัวอยู่ตลอด และสอนให้คนในองค์กรคิดแบบนี้เหมือนกัน และจะปลูกฝังและเชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรเกิดจากการทำงานเป็นทีม ประกอบกับบุคลิกส่วนตัวคือการเป็นคนไม่ยอมแพ้ เมื่อแพ้เขาจะถามตัวเองว่าเป็นเพราะอะไร? เพราะทุกคนเคยพลาด แต่ที่สำคัญคือจะไม่ทำสิ่งที่พลาดนั้นอีก
"ผมเป็นคนที่เมื่อตัดสินใจทำอะไรแล้วจะทำเต็มที่ ไม่อยากให้ย้อนกลับมาเสียใจทีหลังว่าเรายังทำไม่เต็มที่มากพอ เพราะถ้าทำเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะชีวิตก็เป็นแบบนี้ นี่คือชีวิต แล้วก็เริ่มทำอย่างอื่นใหม่"
ด้วยความคิดที่ไม่พอใจกับความสำเร็จ และไม่หวั่นเกรงกับความผิดพลาดจนเกินไป ประกอบกับการเป็นคนชอบเที่ยว แต่ยังหาสถานที่ที่ถูกใจจริงๆ ไม่ได้ นอกจากนี้ การสังเกตุพฤติกรรมและทัศนคติของคนไทยว่าเป็นคนสนุกสนานชอบการเที่ยว และการได้ทำเลที่เหมาะสมบนถนนรัชดาใกล้กับร้านอาหารป.กุ้งเผา การเดินทางสะดวก
จึงเกิดการลงทุนธุรกิจใหม่ ที่ชื่อ "Inch Club" ด้วยเชื่อว่าจะสำเร็จได้โดยการนำคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ มานำเสนอ และทำให้เกิดความรู้สึกว่ามาใช้บริการแล้วคุ้มค่า ซึ่งเป็นความแตกต่างที่เป็นจุดขาย
เขากล่าวว่า สถานบันเทิงที่มีอยู่เดิม มักจะเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยม คิดค่าเหล้าราคาถูก ใช้วงดนตรีที่ได้รับความนิยมซึ่งวนเล่นไปตามสถานบันเทิงต่างๆ เป็นจุดขายเหมือนๆ กัน ทำให้ไม่เกิดความแตกต่าง ดังนั้น คอนเซ็ปต์ที่จะนำเสนอใหม่ของ Inch Club คือ "Music Theatre" ด้วยสถานที่มีการตกแต่งมีความสวยงาม การออกแบบที่เหมาะสม รู้สึกสบายในขณะที่ดนตรีทั้งแนวเพลงและระบบเครื่องเสียง รวมทั้งระบบดูดควันบุหรี่อย่างดี ทำให้เกิดบรรยากาศ และมีบริการดีกว่าร้านอื่นๆ
"เราต้องการให้ลูกค้ามาเพราะชอบแนวดนตรีที่เรานำเสนอ ซึ่งเราจะแบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนที่เป็นแนวฮิพฮอพ กับโซนแนวเฮ้าส์มิวสิค ที่มีทั้ง โปรเกรสซีฟ เรกเก้ การาจ และอีกมากมาย ซึ่งทั้งสองแบบสองโซนเป็นแนวสนุกสนาน แล้วอยากให้ลูกค้าที่มาดูดี มาเพราะอยากมาพักผ่อน เรามีสถานที่สวยๆ ลูกค้าอยากแต่งตัวให้เหมาะกับสถานที่ เช่น ไม่ใส่รองเท้าแตะ แต่ราคาเราก็ตามตลาดอยู่แล้วไม่ได้คิดแพง เราไม่ได้แบ่งเกรดลูกค้าว่าบนหรือล่าง เพียงแต่แบ่งตามรสนิยมของลูกค้าที่มาเที่ยว ตามความชอบในแนวดนตรีที่เรานำเสนอ"
เขายังศึกษาผลวิจัยการตลาดพบว่า โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 500-600 บาท/คน/ครั้ง ออกมาเที่ยว 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ มีร้านในใจ 2-3 ร้าน และเพื่อนมีอิทธิพลในการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม สำหรับ Inch Club ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ในช่วงแรกของการเปิดบริการ ยังไม่มีเป้าหมายเรื่องการใช้จ่ายของลูกค้า แต่มีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างความประทับใจ เพื่อให้มาใช้บริการบ่อยๆ ที่สำคัญคือการบริการ เช่นเดียวกับแนวทางที่ใช้ในการทำตลาดเครื่องสำอางเอชทูโอ แต่เป้าหมายในระยะยาว ต้องการสร้างให้เป็นสัญลักษณ์ของสถานบันเทิงในประเทศไทย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติได้ยินชื่อเสียงและต้องการมา ต้องการปฏิวัติย่านรัชดาให้เป็นสถานที่เที่ยวที่ดูดีเหมือนย่านทองหล่อ
"ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจดูเหมือนจะไม่ดี แต่คนไทยชอบเที่ยว และที่สำคัญเราพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ ไปดูเทรนด์ต่างประเทศ นำสิ่งใหม่มาปรับใช้ เสนอคอนเซ็ปต์ใหม่ เราไม่ทำธุรกิจแค่สั้นๆ แล้วก็เลิก สำหรับใช้เงินลงทุนของตัวเองไม่ต้องห่วงเรื่องขัดแย้งในการบริหาร ถ้าเปิดร้านแล้วลูกค้ายังน้อยหรือไม่ถึงเป้าหมาย 1,500 คนต่อวัน ผมก็จะไม่หลุดคอนเซ็ปต์เดิม เพราะต้องการสร้างให้ลูกค้ารู้และเข้าใจชัดเจน ผมไม่ห่วงเรื่องการคืนทุน" พอลกล่าวทิ้งท้าย
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ