ผู้จัดการรายวัน - สธ.ดันใช้บัญชียาหลัก ทั้ง 30 บาท-ข้าราชการ-ประกันสังคม มาตรฐานเดียวกัน หลังพบค่าใช้จ่ายยานอกในกลุ่มราชการสูงลิ่ว เพิ่มปีละเกือบ 5 พันล้าน เตรียมหารือกรมบัญชีกลาง-ก.แรงงาน ด้าน อย.เผยเพื่อให้มีการใช้ยาเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบกับสุขภาพภายหลัง ขณะที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานต้านไม่เห็นด้วย แนะเปิดเวทีประชาพิจารณ์ผู้ประกันตนก่อน ประกาศเตรียมรวมพลเคลื่อนไหวคัดค้าน
วานนี้(21 มิ.ย.)ที่กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งภายหลังการประชุม นายพินิจ จารุสมบัติ รักษาการ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้นำเสนอการกำหนดแนวทางในการเพิ่มคุณภาพการบริการสุขภาพ และควบคุมค่าใช้จ่ายภาครัฐด้วยบัญชียาหลักแห่งชาติ โดย อย.เสนอให้ใช้บัญชียาหลักเดียวกันทั้งโครงการ 30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรค โครงการประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาล เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการใช้ยา ยกเว้นห้องพักคนไข้
ทั้งนี้ เรื่องที่ทางอย.เสนอมานั้นทางกระทรวงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาล และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านยาที่ไม่จำเป็นของภาครัฐได้ไม่ต่ำกว่า 23,000 ล้านบาทต่อปี จึงจะประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน และกรมบัญชีกลาง เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้
"หากใช้บัญชียาหลักเดียวกันจะประหยัดรายจ่าย และทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ยาได้อย่างเต็มที่ เพราะปัจจุบันนี้ข้าราชการใช้ยานอกบัญชียาหลัก โดยเฉพาะยาใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพง และไม่มีประโยชน์ เนื่องจากยาที่ใช้ส่วนใหญ่หากเป็นยาแบบเดียวกันก็จะมีสรรพคุณในการรักษาไม่ต่างกัน แต่ยาใหม่จะมีความเสี่ยงมากกว่าและยังราคาแพงกว่าด้วย"นายพินิจ กล่าว และเชื่อว่าไม่น่าจะมีผู้คัดค้านในเรื่องนี้ เพราะประชาชนคนไทยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการรักษาพยาบาล
ด้าน ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการ อย.กล่าวถึงเหตุผลที่เสนอแนวคิดดังกล่าวว่า เป็นเพราะที่ผ่านมาในส่วนของสวัสดิการข้าราชการ พบว่าทางกรมบัญชีกลางได้จัดทำรายการบัญชียาที่แยกออกมาใช้เอง แม้ว่าจะนำบัญชียาหลักแห่งชาติมาอ้างอิง แต่ก็มีข้อยกเว้นที่ว่าให้ใช้ยานอกบัญชียาหลักได้โดยให้คณะกรรมการยาของกรมบัญชีกลางเป็นผู้พิจารณา ทำให้ที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดเป็นการใช้ยานอกบัญชียาหลักทั้งสิ้น โดยในปี 47เมื่อคิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลพบว่า 30 % เป็นค่าใช้จ่ายยาทั้งสิ้น และยังมีอัตราค่าใช้จ่ายในการซื้อยาเพิ่มปีละเกือบ 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ทาง อย.ไม่ได้มุ่งเพียงการลดค่าใช้จ่ายด้านยาให้กับภาครัฐ แต่มุ่งในเรื่องการใช้ยาอย่างเหมาะสมให้กับประชาชน จึงเสนอให้ใช้บัญชียาหลักในทุกระบบประกันสุขภาพ ซึ่งรวมถึงประกันสังคมด้วย เพราะยาในบัญชียาหลักถือว่าเป็นยาที่ดีที่สุด และยังครอบคลุมในการรักษาทุกโรค
อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่มนอกบัญชียาหลัก ในแต่ละโรงพยาบาลจะมีคณะกรรมการเพื่อพิจารณาการจัดซื้อ โดยงบประมาณในการจัดซื้อยา 80 % ได้กำหนดให้เป็นบัญชียาหลัก ส่วนอีก 20 % นั้นให้ซื้อตามความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วย
"การใช้ยาใหม่ ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาตินั้น ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไปอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ เพราะนอกจากจะมีราคาแพงแล้ว ยาบางตัวยังมีผลต่อสุขภาพ เป็นอันตรายในภายหลัง เนื่องจากผ่านการใช้กับผู้ป่วยน้อย และการเสนอของทาง อย. ครั้งนี้เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างเหมาะสม เช่น การใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบ ในบัญชียาหลักมีจำนวนยาให้เลือกใช้ 5-6 ตัว โดยในปี 46-47 ใช้กับผู้ป่วย 580,000 ราย ในจำนวนเงิน 335 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มข้าราชการ มีการใช้ยาต้านการอักเสบนอกบัญชียาในผู้ป่วยเพียง 18,000 ราย แต่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 330 ล้านบาท ซ้ำบางตัวยังถูกสั่งห้ามใช้ในภายหลัง เนื่องจากมีผลกระทบต่อร่างกาย” เลขาธิการ อย. กล่าว และว่า ในเรื่องนี้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมกระทรวงแล้ว และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในครั้งต่อไป
สำหรับข้อเสนอของ อย.มี 3 ข้อ คือ 1. การให้การใช้มีบัญชียาหลักแห่งชาติอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการจัดระบบการใช้ยาของระบบประกันสุขภาพให้เป็นไปอย่างสมเหตุผล และการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ 2.ให้มีการใช้บัญชียาหลัก เพียงบัญชีเดียวในชุดสิทธิประโยชน์ด้านยา โยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติพิจารณาแนวทางการปรับปรุงบัญชีบาหลัก และจัดข้อเสนอในการจัดระบบการใช้ยาของระบบประกันสุขภาพทุกกองทุนให้เป็นไปอย่างสมเหตุผล และเท่าเทียมกันสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม และ 3.จัดระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการให้ยึดหลักเพิ่มคุณภาพ ให้สิทธิอื่นเพิ่มเติม และควบคุมค่าใช้จ่าย โดยใช้บัญชียาหลักและจัดสวัสดิการอื่นเพิ่มเติม ที่มีความคุ้มค่าหรืออำนวยความสะดวกให้ข้าราชการเพิ่มขึ้น
ขณะที่ น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า การใช้บัญชียาหลักเพียงบัญชีเดียวของทั้ง 3 กองทุน จะกระทบกับผู้ประกันตนอย่างแน่นอน เพราะจากที่เคยสามารถใช้ยานอกได้ด้วยจะใช้ได้แค่ยาหลัก ซึ่งอาจจะมีคุณภาพด้อยกว่าที่เคยได้รับ ทั้งที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบในแต่ละเดือนในอัตราที่สูงอยู่แล้ว ดังนั้นตนจึงเสนอว่าก่อนที่รัฐบาลจะทำอะไรเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคม ควรให้ผู้ประกันตนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ใช่กำหนดจากเบื้องบนแล้วสั่งการลงมาอย่างเดียว
"ขณะนี้สิทธิด้านการรักษาพยาบาลของประกันสังคมก็ไม่ดีนัก ประกันสังคมควรจะหันมาดูตรงนี้ให้มาก ให้คุ้มกับเงินที่ต้องเสียไปมากกว่า เช่น ไม่ควรจำกัดโรงพยาบาลรักษาโรงพยาบาลเดียวแต่ผู้ประกันตน ควรเข้าได้ทุกโรงพยาบาลโดยไม่ต้องจ่ายเงินก่อนด้วย" น.ส.วิไลวรรณ กล่าวและว่า ตนจะไปหารือกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานในส่วนอื่น ๆ ที่เป็นผู้ประกันตนและจะมีการเคลื่อนไหวคัดค้านในเรื่องนี้
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ