สปสช.เผยต้องใช้เวลา 10-20 ปี ถึงจะโอนแรงงานนอกระบบ 15.5 ล้านคนให้ประกันสังคมหมด คาดปีแรกน่าจะได้แค่ 2 แสนคนเท่านั้น วงในชี้ภาระ 30 บาท จะเพิ่มขึ้นเพราะจะถูกตัดงบประมาณรายหัว ยกเว้นรัฐจะให้เงินอุดหนุนเท่าเดิม จับตาแผนรุกรวมกองทุนสุขภาพเข้าด้วยกัน
นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีที่กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ 30 บาท โดยแรงงานนอกระบบจำนวน 15.5 ล้านคน ให้กองทุนประกันสังคมดูแลว่า คงไม่สามารถใช้คำว่าโอนคนไปได้ แต่เป็นการที่ประกันสังคมขยายไปสู่แรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ที่ได้กำหนดไว้อยู่แล้ว โดยผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์ 4 ด้าน คือ 1. การรักษาพยาบาล 2. ทุพลภาพ 3. ตาย 4. การคลอด แล้วในอนาคตจะขยายไปครอบคลุมเพิ่มใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. สงเคราะห์บุตร 2.ชราภาพ และ 3.ตกงาน ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้มีสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจาก 30 บาทที่รักษาพยาบาลอย่างเดียว
ส่วนที่มีการมองว่า ภาระของ 30 บ.จะลดลงนั้น ยืนยันว่าไม่แตกต่างจากเดิม และไม่อาจเรียกว่าลดลงได้ เพราะกว่าจะโอนแรงงานนอกระบบ จำนวน15.5 ล้านคน น่าจะใช้เวลา 10-20 ปี เนื่องจากยังมีขั้นตอนการจัดการที่ยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม ในปีแรกประมาณการว่า จะมีแรงงานนอกระบบ สมัครเข้ามาอยู่กับประกันสังคม 2 แสนคนเท่านั้น
นพ.สงวน กล่าวต่อว่า สรุปคือภาระของรัฐบาลจะไม่แตกต่าง เพราะถึงแม้รัฐไม่จ่ายให้ 30 บ. ก็ต้องจ่ายให้ประกันสังคมแทน แต่สิ่งที่ดีขึ้นจะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น และกรณีที่ว่าถ้าจำนวนผู้อยู่ในโครงการ 30 บาทลดลง จะทำให้ค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มขึ้นนั้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะค่าใช้จ่ายรายหัวคำนวณจากพื้นฐานทางวิชาการ ต้นทุนต่อหน่วย รวมถึงการป้องกันโรคมากกว่า
ด้านนพ.วีรวัฒน์ พันธุครุฑ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ข้อดีของการที่แรงงานนอกระบบ เข้าไปอยู่ในการดูแลของประกันสังคม คือประชาชนมีความมั่นคงขึ้น โดยจะได้รับการดูแลที่ดีในด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากากรรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันประกันสังคมมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 8-9 ล้านคน ขณะที่ 30 บาทมีผู้ใช้สิทธิ 48 ล้านคน ในอนาคต หากแรงงานนอกระบบที่กระทรวงแรงงานประเมินไว้ว่า 15.5 ล้านคน ไปใช้สิทธิในกองทุนประกันสังคม จะทำให้กองทุนหลักประกันสุขภาพของไทยทั้งหมด มีความมั่นคงมมากขึ้น เพราะรัฐจะจ่ายให้ 30 บ.เท่าเดิม แต่ประชาชนลดลง ทำให้ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น
“อันที่จริง แรงงานนอกระบบไปอยู่กับประกันสังคม ก็เป็นกลุ่มที่มีการเจ็บป่วยน้อยอยู่แล้ว เพราะเป็นประชากรในวัยแรงงาน เพียงจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ เพิ่มเติม นอกจากเหนือจากการรักษาพยาบาล ก็เป็นการเฉลี่ยกันไป แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังคือ การจัดการฐานข้อมูลเพราะแรงงานอกระบบเปลี่ยนแปลงบ่อยและเคลื่อนย้ายบ่อย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ยากมากในการดำเนินการ ดังนั้นกว่าที่แรงงาน นอกระบบจะเข้าไปสู่ระบบประกันสังคมจนครบถ้วน คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี”
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงใน สปสช.กล่าวว่า การให้แรงงานนอกระบบไปอยู่กับประกันสังคม คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า 30 บาทจะได้ประโยชน์ เพราะจำนวนประชากรใช้สิทธิ 30 บาท ลดลง จะได้เงินรายหัวเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงรัฐอุดหนุน 30 บาท ตามจำนวนประชากร การที่ประชากรลดลงก็เท่ากับว่า เงินที่ได้จะลดลงด้วย ขณะเดียวกันแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวสุขภาพแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย เมื่อไปอยู่กับประกันสังคม โครงการ 30 บ.จะเหลือคนชรา เด็ก ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่สุขภาพไม่แข็งแรงเจ็บป่วยง่าย
ดังนั้น จะภาระ 30 บาท จะเพิ่มขึ้น จากเดิมจะมีค่าใช้จ่ายรายหัวจากแรงงานนอกระบบมาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขต่อไปจะไม่มีแล้ว และจะต้องรับภาระมากขึ้น ยกเว้นแต่ว่ารัฐจะให้เงินอุดหนุนเท่าเดิมก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายรายหัวของ 30 บาทเพิ่มขึ้น ก็อาจจะดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการครั้งนี้ อาจจะเป็นก้าวอย่างที่สำคัญของความพยายาม รวมกองทุนสุขภาพเข้าด้วยกันเพื่อการจัดการที่ดี ซึ่งต้องมองว่า ไม่ใช่การเอาเงินของกองทุนใดกองทุนหนึ่งมาอุดหนุนกองทุนอื่น แต่เป็นการรวมสิทธิบริหารการรักษาพยาบาล ขณะที่สิทธิประโยชน์ของแต่ละกองทุนเท่าเดิม ตรงนี้จะทำให้คุณภาพการรักษาพยาบาลเท่าเทียมกัน มีประสิทธิภาพเหมือนกัน แต่สังคมไม่เข้าใจ มองว่าจะเอาเงินประกันสังคมมาอุดหนุน 30 บาท จึงเกิดการประท้วงเรื่อยมา ถ้ารวมคือการรวมการบริหารเรื่องการรักษาพยาบาลเท่านั้น ตรงนี้ประเทศชาติจะได้ประโยชน์ ทั้งนี้ตอบไม่ได้ว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ อาจเป็นเจตนาดีของรัฐหรือเป็นก้าวรุกเพื่อดำเนินการบางอย่าง
ส่วนรศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณี ที่สำนักงานประกันสังคม(สปส.) ได้แก้ไขระเบียบการนำเงินจากกองทุนประกันสังคมไปลงทุนได้เกิน 40 % โดยอ้างว่าเพื่อสร้างรายได้เข้ากองทุนให้มากขึ้นว่า เป็นความพยายามที่จะทำให้มีความคล่องตัวในการลงทุนมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เสี่ยงมากขึ้น ไม่ว่าจะเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยก็ไม่สมควรที่จะเสี่ยงเพราะนี่เป็นเงินของลูกจ้างผู้ประกันตนที่ต้องการเก็บเงินนี้ไว้รักษายามเจ็บป่วยไม่ได้ต้องการที่จะให้นำเงินดังกล่าวไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ แม้จะมีผลกำไรแต่หากเสียหายมาจะเกิดอะไรขึ้น โดยหลักการแล้วไม่ควรจะเสี่ยงแต่รัฐบาลมักจะอ้างว่าการลงทุนทุกครั้งผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจึงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
ที่สำคัญคือ อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา เพราะกองทุนนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อหาเงินเข้ากองทุน แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อความมั่นคงของผู้ประกันตนต่างหาก
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ