ทุนนิยมขูดรีดเฟื่องฟู-สไตร๊ก์ลุกลาม

ทุนนิยมขูดรีดเฟื่องฟู-สไตร๊ก์ลุกลาม | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



การลงทุนของบริษัทต่างชาติได้หลั่งไหลสู่เวียดนามเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ให้ชาวเวียดนามที่เป็นแรงงานในบริษัทเหล่านั้นคนละประมาณ 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่เมื่อไม่นานมานี้ กระแสคลื่นการหยุดงานได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภาคธุรกิจ และรัฐบาลเวียดนามเอง
       
       ในปี 2548 จำนวนการหยุดงานประท้วงเกิดขึ้นหลายครั้ง เนื่องจากความไม่พอใจ ต่อ การจ่ายเงินเดือน คนงานส่วนใหญ่ที่ออกไปประท้วง ทำงานให้กับบริษัทที่ลงทุนโดยต่างชาติ
       
       ในเดือน พ.ค. ได้มีการหยุดงานประท้วงของคนงานกว่า 10,000 คน ของบริษัท Keyhinge Toys บริษัทซึ่งผลิตของเล่น เพื่อส่งให้กับบริษัทแมคโดนัลด์ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นการประท้วงหยุดงานใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในเมืองด่าหนัง โดยความต้องการของคนงานหลักๆ คือ การเพิ่มเงินเดือน
       
       ในเดือนเดียวกันนั้น มีคนงานจำนวน 2,000 คน ของบริษัท International Viet Pan-Pacific ซึ่งลงทุนโดยประเทศเกาหลีใต้ ได้ประท้วงหยุดงานเช่นกัน โดยแรงงานทั้งหมดต่างมีความต้องการให้บริษัทเพิ่มเงินเดือน มีค่าเบี้ยเลี้ยงอาหารกลางวัน และการให้สิทธิการลางานเพื่อคลอดบุตร
       
       ในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาของปี 2549 นี้ ยังคงมีแรงงานหลายหมื่นคนได้ก่อการหยุดงานชั่วคราว ในโรงงานมากกว่า 100 แห่ง ซึ่งกระจายอยู่บริเวณรอบนครโฮจิมินห์ ทั้งหมดล้วนแต่เรียกร้องให้มีการปรับค่าแรงให้สูงขึ้น และปรับปรุงเงื่อนไขสภาพการทำงานให้ดีขึ้น รวมไปถึงเรียกร้องสิทธิที่จะจัดตั้งสหภาพแรงงานอิสระ
       
       การนัดหยุดงานครั้งล่าสุดนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในนครโฮจิมินห์ โดยครึ่งหนึ่งของพนักงานขับรถกว่า 170 คน ของบริษัทขนส่งซึ่งลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการหยุดงาน เพื่อเรียกร้องให้บริษัทมีการปรับค่าแรงทำงานล่วงเวลาให้สูงขึ้น
       
       ถึงแม้ว่าการนัดหยุดงานของเหล่าแรงงานได้สร้างความวุ่นวายขึ้นไม่กี่วัน แต่ผู้ลงทุนจากต่างชาติยังคงเตรียมพร้อมและไม่ประมาทต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ประธานสภาหอการค้ายุโรป ในเวียดนาม นายอาแลง คานี (Alain Cany) กล่าวว่า "เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง"
       
       ถึงแม้ว่าบริษัทบางแห่งจะพัฒนาปรับปรุงสิทธิของแรงงาน แต่ก็ยังคงมีบางบริษัทที่ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับข้อเรียกร้องของแรงงานเหล่านั้น และยังคงใช้โครงสร้างฐานเงินเดือนแบบเก่า คือ ระบบการตัดสินใจในการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน
       
       ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานบางคนมีประสบการณ์การทำงานและทักษะในระดับสูง แต่ยังคงได้รับเงินเดือนเช่นเดียวกับแรงงานที่ไม่มีทักษะความสามารถ หรือเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ รวมไปถึงนายจ้างบางคนยังปฏิเสธที่จะให้เบี้ยเลี้ยงแก่พนักงานที่ต้องทำงานในสภาพที่เสี่ยงอันตราย
       
       การหยุดงานได้กระจายไปตามโรงงานทั่วประเทศเวียดนาม เหล่าคนงานต่างอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียว ได้เข้าทุบกระจก และทำลายเครื่องมือต่างๆ รวมถึงเข้าโจมตีผู้นำสหภาพแรงงาน ที่ไม่มีประสิทธิภาพความสามารถที่จะเป็นตัวแทนเสียงเรียกร้องสิทธิให้แก่พวกเขาได้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะไม่สนใจอะไรได้แต่ยืนอยู่อย่างเกียจคร้านเฉยเมยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
       
       ความไม่สงบนี้ ได้เพิ่มความกดดันให้กับรัฐบาลเวียดนามเป็นอย่างมาก ในขณะที่รัฐบาลเองได้พยายามเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจโลก และสร้างงานให้กับบรรดาประชาชนที่ว่างงานนับล้านคนต่อปี ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็คงไว้ซึ่งบทบาทของการปกป้องคุ้มครองแรงงานเหล่านั้น
       
       นายด่าวหง็อกฮว่าง (Dao Ngoc Hoang) เจ้าหน้าที่ฝ่ายเงินเดือน ของกรมแรงงาน ทหารผ่านศึก และสวัสดิการสังคม จ.บิ่งเยวือง (Binh Duong) กล่าวว่า โครงสร้างเงินเดือนพื้นฐานในปัจจุบัน ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก ในเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพ
       
       ฐานเงินเดือนของแรงงาน ในบริษัทของเกาหลีใต้อยู่ประมาณ 500,000 ด่ง (อัตราแลกเปลี่ยน 15,000 ด่ง ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน ในบริษัทญี่ปุ่น ประมาณ 700,000 ด่ง และในบริษัทที่ลงทุนโดยประเทศในทวีปยุโรป ประมาณ 800,000 ด่ง รวมกับเบี้ยเลี้ยงด้วยแล้ว แรงงานคนหนึ่งจะมีเงินเดือนประมาณ 1 ล้านด่ง ต่อเดือน แต่ราคาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งรายได้จากเงินเดือนนั้นไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต เช่น ช่างเย็บผ้าหญิงคนหนึ่งทำงานมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ไม่เคยได้รับการเพิ่มเงินเดือนเลย
       
       ตั้งแต่เดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ทางการได้มีคำสั่งให้บริษัทต่างชาติปรับอัตราเงินเดือน หลังจากที่เคยปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2542 โดยให้เพิ่มระดับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำอีก 40% ให้เป็น 55 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยเฉพาะใน 2 เมืองใหญ่ คือ กรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ รวมไปถึงในเขตอุตสาหกรรมบางแห่งด้วย แต่การออกคำสั่งดังกล่าว ได้สร้างความไม่พอใจต่อบริษัทต่างๆ เป็นอย่างมาก โดยพวกเขากล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยปรึกษาเรื่องการปรับเงินเดือนล่วงหน้ามาก่อนเลย
       
       ในจดหมายประท้วงของสภาหอการค้าต่างประเทศ ในเวียดนาม ระบุว่า รัฐบาลเวียดนามควรหยุดการเคลื่อนไหวของคนงาน และพัฒนาการติดต่อสื่อสารกับบริษัทต่างชาติให้ดีขึ้น ไม่เช่นนั้นในอนาคต นักลงทุนก็อาจจะไม่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม
       
       "ชื่อเสียงที่ดีในด้านการลงทุนและแหล่งทรัพยากรของเวียดนามอาจถูกทำลายลง นอกเสียจากว่าปัญหาดังกล่าว จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุดและเป็นไปอย่างน่าพอใจ ไม่เช่นนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะยากที่จะฟื้นฟูให้กับมาเหมือนเดิม" ข้อความส่วนหนึ่งในจดหมายของสมาคมธุรกิจ ระบุ
       
       ในการประชุมนัดหนึ่ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่จัดโดย สภาหอการค้าอเมริกัน ในนครโฮจิมินห์ มีนักธุรกิจชาวเอเชียคนหนึ่งกล่าวว่า บริษัทของเขานั้นได้เลื่อนแผนการลงทุนมูลค่า 12 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากการนัดประท้วงหยุดงานของแรงงานในเวียดนาม
       
       "ฉันเห็นถึงความความกระวนกระวายใจจากบรรดาผู้ลงทุนเป็นจำนวนมาก เวียดนามไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะลงทุนอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่...ไม่ใช่ความหมายอย่างนั้นเลย เพียงแต่หมายความว่า ที่นี่ยังมีปัญหาบางอย่างที่ต้องได้รับการแก้ไขเท่านั้นเอง" นางอะมันดา ทัคเกอร์ (Amanda Tucker) หัวหน้าบริษัทไนกี้เวียดนาม กล่าว โดยบริษัทไนกี้เวียดนามนี้ มีการจ้างพนักงานมากที่สุดเป็นจำนวน 130,000 คน
       
       การนัดหยุดงานเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายเวียดนามนั้นระบุให้แรงงานต้องเจรจาต่อรองก่อนเป็นเวลา 20 วัน และหากการหยุดงานปราศจากการเตือนให้รู้ล่วงหน้า รัฐต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะการหยุดงานอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจได้
       
       บริษัทหลายแห่งคิดว่าอาจมีผู้ปลุกระดมอยู่เบื้องหลังการนัดหยุดงาน แต่นางทัคเกอร์ เห็นว่า การหยุดงานเป็นเหตุการณ์ปรกติธรรมดา ซึ่งเมื่อแรงงานมีการเติบโตอย่างเต็มที่ พวกเขาจะเริ่มตระหนักถึงสิทธิที่ชอบธรรมของพวกเขาเอง
       
       หลายๆ บริษัท รู้สึกชื่นชมแรงงานเวียดนามที่มีทักษะการอ่านออกเขียนได้ในระดับสูง และสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว โดยแรงงานมากกว่า 2 ล้านคนได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในโรงงานมากกว่า 1,000 แห่งในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ และบางบริษัทเริ่มที่จะขาดแคลนแรงงานแล้วด้วย
       
       ตลาดแรงงานที่มีอยู่จำกัดในตอนนี้ ได้สร้างความกดดันให้กับบริษัทที่ดำเนินการโดยรัฐซึ่งต้องเพิ่มค่าแรงให้สูงขึ้น เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำของกิจการที่ดำเนินการโดยรัฐ ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าบริษัทต่างชาติถึงครึ่งหนึ่ง
       
       "ในช่วงเวลานี้ ปัญหาคงเป็นเรื่องความแตกต่างระหว่างอัตราค่าแรงขั้นต่ำในบริษัทท้องถิ่น และในบริษัทที่ลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI - foreign direct investment) " นายเหวียนเฟืองจุง (Nguyen Phung Trung) ผู้อำนวยการกรมแรงงาน จ.บิ่งเยวือง กล่าว
       
       "แต่ตามแผนยุทธศาสตร์แรงงานของรัฐ ได้มีแผนที่จะแก้ไขปัญหาช่องว่างของอัตราเงินเดือนแรงงานภายในปี 2553 และในอันที่จริงบริษัทท้องถิ่นได้จ่ายเงินเดือนให้พนักงานของตนใกล้เคียงกับบริษัทที่ลงทุนโดยชาวต่างชาติเช่นกัน เพราะถ้าพวกเขาไม่เสนอเงินเดือนที่ดีให้แก่ลูกจ้าง บริษัทเหล่านั้นก็จะไม่สามารถหาพนักงานได้" นายจุงกล่าว.
       
       (เรียบเรียงจากรายงานเรื่อง Vietnam labour strikes scare foreign companies เขียนโดย Frank Zeller สำนักข่าวเอเอฟพี)

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ




ลงวันที่ 10/04/2006 11:35:19
จำนวนผู้ชม 1517 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์